แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หนุ่มน้อยคอยรัก007

หน้า: [1] 2
1

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  หญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
สกุล  EUPHORBIACEAE
บ้านเกิด ลูกใต้ใบมีถิ่นเกิดในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา แล้วก็เอเชีย และก็มีการกระจายพันธุ์ไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวถึงแล้ว ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อินเดีย ไทย ประเทศพม่า ลาว ฯลฯ ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถพบได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตกาลจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ โดยพบได้บ่อยในที่โล่งหรือตามบริเวณเงาไม้ใหญ่ในที่แจ้งทั่วๆไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนถึงจะต้องถูกกำจัดราวกับวัชพืชอื่นๆอย่างยิ่งจริงๆ
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, ต้นหญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เหตุเพราะมีผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยรวมทั้งห้อยลงให้มีความคิดเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีพืชล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่กล่าวถึงแล้วคล้ายกันและก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างน้อย 5 จำพวกหรือสปีชีส์ (species) อาทิเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (ต้นหญ้าใต้ใบ) แล้วก็ P. virgatus G. Forst. แม้กระนั้นมีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบจำพวก P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นจำพวกที่ให้สารที่มีสรรพคุณทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ดังนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุเพียงแค่ปีเดียว มีความสูงโดยประมาณ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นไม่มีขน แล้วก็ทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบผู้เดียวประกอบแบบขนเรียงสลับกันชั้นเดี่ยวปลายคี่ มีใบย่อยราว 23-25 ใบ รูปแบบของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานปนรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบข้างล่างสีอ่อนกว่าข้างบน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและก็ยาวราวๆ


5-10 มิลลิเมตร มีก้านใบสั้นมากมาย มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศเมียมักจะอยู่บริเวณโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกระจุกๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้โดยประมาณ 2 เท่า รวมทั้งดอกเดี่ยวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันนิดหน่อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวนอน ส่วนกลีบรองรวมทั้งกลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ รูปแบบของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดโดยประมาณ 0.15 ซม. โดยผลมักจะติดตามอยู่บริเวณใต้โคนของใบย่อย แล้วก็อยู่ในบริเวณกึ่งกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เม็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางด้านหลัง รวมทั้งมีขนาดเล็กมากมายโดยประมาณ 0.1 เซนติเมตร


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพืชพันธุ์ไม้ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในและตามขอบไม้ในที่แจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนก็เลยไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  ในตอนนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงคุณประโยชน์ของลูกใต้ใบที่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยมารับรองแล้วนั้น  จึงเริ่มมองเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาจำหน่ายและก็เกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อจำหน่ายมากขึ้นกว่าอดีตกาล
องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) ฯลฯ  แล้วก็สมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยธาตุที่สำคัญอีกอย่างเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
สรรพคุณ  ด้านคุณประโยชน์ของลุกใต้ใบนั้นคนไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองตับจากพิษของสารเคมี และถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับให้แก่ยาวขึ้น แล้วก็ยังมีสรรพคุณตามตำรายาไทยอีกหลายสิ่งหลายอย่างยกตัวอย่างเช่น ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้หืด ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องร่วง  แก้เจ็บท้อง  โรคท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ประจำเดือนของสตรี รักษาไข้ทับรอบเดือน  ช่วยทำนุบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาดีซ่าน ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม ฯลฯ
รูปแบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำปริมาณ 2 ถ้วยแก้ว จากนั้นต้มจนเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินทีละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบโดยประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาแต่นำมา แล้วใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆผึ่งแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน เอามาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว เคี่ยวจนกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับรอบเดือน นำต้นลูกใต้ใบมาต้มรับประทาน ก็จะช่วยสำหรับปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย ทำให้เมนส์มาปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบอีกทั้ง 5 มาล้างน้ำสะอาด นำมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มแล้วก็ยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกจากตับ ใช้ต้มดื่มต่อเนื่องกันประมาณ 1 อาทิตย์ ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษต่างๆแล้วก็ช่วยทำนุบำรุงตับ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาเรียนรู้ในหลอดทดสอบ
หลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ยกตัวอย่างเช่น สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากทั้งยังต้น (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น มีค่า IC50 พอๆกับ 500 มค.ก./มล. สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 75 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งต้นมีฤทธิ์อ่ออนในการยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 พอๆกับ 59 มค.ก./มิลลิลิตร และขนาด 43 มค.ก./มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับเพื่อการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยับยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มล. สามารถยั้งการแบ่งตัวภายในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล แล้วก็สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ขนาด 4 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด และก็ยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV รวมทั้งยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มิลลิลิตร ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อ HBV พบว่าสารสกัดจะยั้งการแบ่งตัวของเซลล์และกดการสร้าง Hbs Ag แม้กระนั้นไม่ลดการสร้าง HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.กรัม/มล.
ส่วนการทดลองในสัตว์ทดสอบพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับการยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดลองโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากต้นขนาด 80 มก./กก. เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และก็ขนาด 100 มค.กรัม/มล. (ไม่เจาะจงกระบวนการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic ด้วยเหมือนกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดลง และยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกจากนี้ยังมีผู้ทำการวิจัยแยกสารประกอบกลุ่ม lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านทานมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 รวมทั้งการขัดขวางหลักการทำงานของ เอนไซม์ telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc แล้วก็รูปแบบการทำงานของ เอนไซม์ caspases นำมาซึ่งวิธีการตายของเซลล์แบบ apoptosis รวมทั้งยังมีการศึกษาค้นคว้าทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกเช่น

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเล่าเรียนในหลอดทดลอง ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระเหมือนกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากใบและเมล็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เหมือนกัน โดยมีการทดลองใช้กินน้ำตาลซูโครส 10% เป็นเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวการณ์น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ผลการทดลองก็พบว่าสามารถช่วยลดภาวการณ์เบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็แอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกรุ๊ป Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins และ Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด นอกนั้นยังช่วยยับยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% และมีผลยับยั้งเชื้อ HIVE ใน in vitro แล้วก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบปริมาณ 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในตัวทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลตรงเวลา 1 ชั่วโมง มีผลช่วยลดความเป็นพิษเจริญที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์ในการต้านทานการก่อกลายจำพวกของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide รวมทั้ง N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการศึกษาด้วย Ames test ในหนูทดลอง โดยผลการต้านทานการก่อกลายชนิดของสารสกัดใน in vitro จะดีมากกว่าใน in vivo


ฤทธิ์ปกป้องรักษาตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเล่าเรียนในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมให้กินสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ความจุ) ขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม/วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายกลูโคส กรุ๊ปที่ 4 และก็ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 แล้วก็ 500 มก./กก./วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 ก./กิโลกรัม/วัน เป็นลำดับ นาน 4 สัปดาห์ (เอทานอลให้นาน 3 อาทิตย์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 รวมทั้ง 500 มก./กก./วัน ในหนูกลุ่มที่ 4 และ 5 ที่รั้งนำให้กำเนิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 แล้วก็ 45.67% เป็นลำดับ รวมทั้งยังสามารถเพิ่มระดับหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มก./กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มระดับหลักการทำงานของเอนไซม์ GSH, SOD และ CAT ได้ 27.60, 36.36 แล้วก็ 28.61% เป็นลำดับ เวลาที่กลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวได้ 81.60, 51.03 และ 37.41% ตามลำดับ และก็หนูในกลุ่มที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดหลักการทำงานของเอนไซม์ glutathione-S transferase ได้ 28.19 แล้วก็ 47.99% นอกนั้นยังพบว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) การทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) และ alkaline phosphatase (ALP) ในตับมากขึ้น 12.68, 42.35 แล้วก็ 40.01% ตามลำดับ ในช่วงเวลาที่ ALT และ AST ในพลาสมาลดลง 41.38 รวมทั้ง 51.90% เหมือนกันกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST รวมทั้ง ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 และก็ 116.9% ตอนที่ค่า ALT รวมทั้ง AST ในพลาสมาลดลง 51.90 และ 51.20% จากการศึกษาเล่าเรียนสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถคุ้มครองป้องกันการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่รั้งนำให้เกิดพิษที่ตับได้

การเรียนรู้ทางสถานพยาบาล การเรียนคนเจ็บที่เป็นพาหนะของโรคตับอักเสบบีจำนวน 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลข้างหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียงแต่ 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กรุ๊ปควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะกินยาผงลูกใต้ใบทั้งต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กรุ๊ปควบคุมจะกินยาหลอกคือ lactose แทน ใช้การตรวจหา HBs Ag และ HBe Ag ในซีรัมของคนเจ็บด้วยวิธี ELISA
ภายหลังจากทดสอบ 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบ เวลาที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนแค่นั้น (4%) ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบ ในผู้เจ็บป่วยที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง แล้วก็ 1คนในกรุ๊ปควบคุม และก็เมื่อติดตามการดูแลรักษาจนกระทั่ง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียงแต่ 1 คน ยังตรวจเจอ HBs Ag สำเร็จลบดังเช่นเดิมคนป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag และ HBe Ag จะมีผลสนองตอบต่อการดูแลและรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กรุ๊ปที่มี HBs Ag แล้วก็ HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหะข้างหลังการทดลองเพียงแค่ 29% (5 ใน 17 คน) แล้วก็กลุ่มที่ไม่มี HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหนะหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนผู้ป่วยที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียง HBs Ag แค่นั้น และเป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่พบอาการใกล้กันในผู้เจ็บป่วยทุกคนสำนักงานศึกษาเล่าเรียนในคราวนี้ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่หลังจากติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มทดลองแล้วก็กรุ๊ปควบคุมมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกลุ่มควบคุมเหลือเพียงแค่ 19 คน ในตอนที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกจากนั้นลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับเพื่อการทดลองให้คนเจ็บชายรวมทั้งหญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง กินผลจากลูกใต้ใบทั้งยังต้นขนาด 1.5 กรัม/วัน ให้คนเจ็บตับอักเสบเรื้อรังทั้งคู่เพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา รวมทั้งลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การศึกษาในคนเจ็บตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย กินยาตำรับของอายุรเวท 4 ชนิด มีสมุนไพรพลายจำพวกแล้วก็ลูกใต้ใบด้วย (ไม่ระบุขนาดที่รับประทาน) คนไข้ทุกคนไม่ได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโดยมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) และบิลิรูบินลดน้อยลง รวมทั้งมีคนเจ็บ 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทาน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนกำเนิดอาการพิษเป็น1 ก./กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากอีกทั้งต้น เมื่อให้หนูรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากพืชต้น เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มก. หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กก. ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้นฉีดเข้าช่องท้องลูกเป็ดขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากอีกทั้งต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. นาน 30 วัน ไม่พบพิษ หนูที่รับประทานสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่ระบุชนิดของสารสกัด) ขนาด 0.2 มิลลิกรัมวัน ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอพิษ เมื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งสิ้นศชาย แล้วก็หญิงรับประทานลูกใต้ใบขนาด 2.7 ก./วัน ไม่เจอพิษ ผู้ใหญ่กินพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 กรัมไม่พบพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชต้น (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดประเภทแล้วก็ขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางช่องท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรและก็หนูขาว กระตุ้นให้เกิดแนวทางในการซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุชนิดแล้วก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นและบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และหนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงประเภทและขนาด) มีฤทธิ์ลดความดันในหมา

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ รับประทานสารสกัดอัลกอออล์จากต้น ขนาด 100,250,400 และก็ 500 มก./กก. จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 รวมทั้ง 72% ตามลำดับ รวมทั้งเมื่อให้หนูกินสารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในขนาดสูงพอๆกับ 500 มก./กก. จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis รวมทั้ง testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตน้อยลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งยังต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศภรรยา ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน จะทำให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มก./มิลลิลิตร,200 มค.กรัม/มิลลิลิตร แล้วก็ 500 มค.กรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) รวมทั้ง cell  line HuH-7 (13) เป็นลำดับ
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สตรีตั้งท้องห้ามกินลูกใต้ใบเพราะลูกใต้ใบมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการขับรอบเดือนซึ่งอาจจะก่อให้ก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่ดังยาแอสไพริน โดยเหตุนั้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันตัวของเลือดไม่สมควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันนานเกินความจำเป็น และไม่ควรจะใช้กำเนิดขนาดที่เจาะจงในฉลากผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรจะขอความเห็นแพทย์ก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศิริพร เหลียละโมบอบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบซึ่งๆหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์ป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวการเปลี่ยนแปลงสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีท้องนา ผู้พัฒนพงศ์พันธุ์, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ข้างพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กองบำรุง กรมป่าไม้, กรุงเทพฯ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้ที่เมืองไทย. ส่วนวิชาพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพฯ.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


2

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
โรคกระดูกรุน เป็นยังไง โรคกระดูกพรุนโดยปกติ คือภาวการณ์ที่ปริมาณแร่ธาตุ (ที่สำคัญเป็นแคลเซียม) ในกระดูกลดลง ร่วมกับความเสื่อมโทรมของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นโครงสร้างข้างในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น ก็เลยบอบบางแตกหักง่าย รอบๆที่เจอการหักของกระดูกได้บ่อยครั้ง เป็นต้นว่า ข้อมือ สะโพก รวมทั้งสันหลัง  ส่วนความหมายของภาวะกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน หมายถึง ภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density : BMD) น้อยลงซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบาง และก็มีการเสี่ยงที่จะกำเนิดกระดูกหักได้ง่าย โดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นเกณฑ์สำหรับเพื่อการวิเคราะห์ภาวการณ์กระดูกพรุนที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 โดยเทียบเทียงค่า BMD ของคนไข้กับของวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยใช้ค่า T-score เป็นหลักเกณฑ์ ผู้ที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD) ต่ำลงมากยิ่งกว่า -2.5 วินิจฉัยว่ามีภาวการณ์กระดูกพรุน เวลาที่ค่า -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามีสภาวะกระดูกบาง (osteopenia) รวมทั้ง ค่ามากกว่า -1.0 ถือว่ากระดูกปกติ
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่มักพบในคนสูงอายุ โดยยิ่งไปกว่านั้นในหญิงวัยหมดระดู (มักไม่ค่อยพบในเด็กรวมทั้งคนหนุ่มสาว ยกเว้นในเรื่องที่มีภาวะปัจจัยเสี่ยง) โดยหญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนสูงถึงปริมาณร้อยละ 30-40 ตอนที่เพศชายได้โอกาสร้อยละ 13 โดย ผู้หญิงช่วงอายุ 10 ปีแรกหลังหมดรอบเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก อธิบายได้ว่าเกิดจากการที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิงที่มีชื่อว่าเอสโตรเจน นอกจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังเกิดขึ้นจากความเสื่อมถอยตามวัยซึ่งพบได้ทั้งในเพศชายแล้วก็สตรี  รวมทั้งเป็นโรคที่คนส่วนมากมักละเลยเนื่องจากว่าจะไม่ออกอาการจนกระทั่งจะเกิดภาวะแทรกซ้อน(การหักของกระดูกต่างๆอาทิเช่น กระดูกข้อมือ กระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง) ทำให้คนโดยมากมิได้รับการตรวจหรือรักษา อย่างทันการจนกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหักของกระดูกตามอวัยวะต่างๆดังที่กล่าวมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกบั้นท้าย)
                จากการคะเนโดยประมาณขององค์การอนามัยโลก คาดว่าใน ค.ศ.2050 จะมีผู้เจ็บป่วยด้วยเหตุว่ากระดูกบั้นท้ายหักมากถึง 6.25 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการรายงานในปี คริสต์ศักราช 1990 ที่มีจำนวนคนป่วยเพียงแค่ 1.33 ล้านคน เนื่องจากภาวะกระดูกพรุนมีความเชื่อมโยงกับกระดูกสันหลังสถิติดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็เลยสะท้อนถึงปริมาณผู้ที่มีสภาวะกระดูกพรุนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มทวีปเอเชียซึ่งพบว่าในปริมาณสามัญชน
กระดูกบั้นท้ายหักทั่วโลกในปี คริสต์ศักราช1990 ปริมาณร้อยละ 30 เป็นชาวเอเชียรวมทั้งในปี 2050 คาดว่าชาวเอเชียจะพลเมืองคนเจ็บกระดูกบั้นท้ายหักถึงจำนวนร้อยละ 50 ของพลเมืองโลกทั้งผอง
สำหรับเมืองไทย (ข้อมูลเมื่อปี 2555) ยังไม่มีการศึกษาถึงสถิติโรคกระดูกพรุนเป็นทุกปี แต่ว่าจากสถิติจำนวนมวลชนคนแก่ของประเทศไทยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็เลยทำให้ความชุกของโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่แก่ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะพบโรคกระดูกพรุนได้มากกว่า 50% โดยพบภาวะกระดูกพรุนรอบๆสันหลังส่วนเอว 15.7-24.7% บริเวณกระดูกบั้นท้าย 9.5-19.3% อุบัติการณ์ของกระดูกบั้นท้ายหักในหญิงวัยหมดระดูที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปได้ปริมาณ 289 ครั้งต่อประชากร 1 แสนรายต่อปี
สาเหตุของโรคกระดูกพรุน เนื่องมาจากกระดูกมี โปรตีน คอลลาเจน รวมทั้งแคลเซียม โดยมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นตัวทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างรวมทั้งเสื่อมสภาพอยู่ตลอดระยะเวลา พูดอีกนัยหนึ่ง ตอนที่มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากของกินที่รับประทานเข้าไป ก็มีการสลายแคลเซียมในเนื้อกระดูกเก่าออกมาในเลือดแล้วก็ถูกขับออกมาทางฉี่รวมทั้งอุจจาระ ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโต มวลกระดูกจะค่อยๆมากขึ้นจนถึงมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุโดยประมาณ ๓๐-๓๕ ปี ต่อจากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากยิ่งกว่าการสร้าง ทำให้กระดูกเบาๆบางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้หญิงพักหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีการลดน้อยลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอย่างเร็ว ฮอร์โมนประเภทนี้ช่วยการดูดซึมแคลเซียมไปสู่ร่างกายและก็ชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อพร่องฮอร์โมนประเภทนี้ก็จะมีผลให้กระดูกบางตัวลงอย่างรวดเร็ว จนถึงเกิดภาวะกระดูกพรุน
ส่วนกลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่รู้จัก แต่ว่าในเบื้องต้นพบว่ามีต้นเหตุมาจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และก็เซลล์ซึมซับทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงจะต้องมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองประเภทนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลกำเนิดได้จากหลายสาเหตุคือ

  • อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆจึงเสื่อมลงและเซลล์สร้างกระดูก การผลิตกระดูกจึงต่ำลง แต่ว่าเซลล์ทำลายกระดูกยังดำเนินการได้ตามธรรมดาหรืออาจทำงานมากขึ้น
  • ฮอร์โมน - การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในผู้หญิง อย่างการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกพรุนรวมทั้งบอบบางลง ส่วนในผู้ชายจะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ลดน้อยลง
  • กรรมพันธุ์ - ผู้ที่มีเครือญาติใกล้ชิดทางสายโลหิตที่มีประวัติป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน ก็มีความเสี่ยงที่กำลังจะได้รับพันธุกรรมโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไปด้วย
  • ความแตกต่างจากปกติในการทำงานของต่อมและก็อวัยวะต่างๆ- ดังเช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตแล้วก็ตับปฏิบัติงานแตกต่างจากปกติ
  • โรคแล้วก็การเจ็บป่วย - ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์กระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆดังเช่นว่า โรคที่เกี่ยวโยงกับตับ ไต กระเพาะ ไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความเปลี่ยนไปจากปกติทางการกิน โรคภูมิแพ้ตนเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก
  • การบริโภค - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยเกินไปต่อความปรารถนาของร่างกายสำหรับในการสร้างกระดูกและการเจริญเติบโต กินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างของกินประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และก็ดูดบุหรี่
  • การใช้ยา - คนที่ป่วยไข้รวมทั้งจำเป็นต้องรักษาโดยใช้ยาบางประเภทติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เป็นต้นว่า กลุ่มยาสเตียรอยด์ ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเช่นเดียวกัน เพราะตัวยาบางจำพวกจะออกฤทธิ์ไปก่อกวนแนวทางการสร้างกระดูก อาทิเช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • การใช้ชีวิตประจำวัน - การนั่งหรืออยู่ในท่าทางท่าใดท่าเดิมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หรือการขาดการบริหารร่างกายอย่างพอเพียง


อาการโรคกระดูกพรุน จำนวนมากชอบไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งกำเนิดไม่ดีเหมือนปกติของส่วนประกอบกระดูก ตัวอย่างเช่น ปวดข้อมือ สะโพก หรือข้างหลัง (เหตุเพราะกระดูกข้อมือ บั้นท้าย หรือสันหลังแตกหัก) ส่วนสูงต่ำลงจากเดิม (เนื่องจากการหักรวมทั้งยุบตัวของกระดูกสันหลัง ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น) ถ้าเป็นโรคกระดูกพรุนจำพวกทุติยภูมิก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ
ทั้งคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบชองภาวะกระดูกพรุนโดยเฉพาะกระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อมือ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการ
สูญเสียทั้งเศรษฐกิจของชาติและก็คุณภาพชีวิตของคนเจ็บ และโดยส่วนมากจะมีต้นเหตุมาจากอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรงหรือมีแรงกระแทกต่ำ เช่น กระดูกหักจากการเปลี่ยนท่ายืนหรือนั่ง, กระดูกหักขณะก้มถือของหรือชูของหนัก, กระดูกซี่โครงหักเพียงแต่ไอหรือจาม, กระดูกข้อมือหักจากการใช้มือยันตัวเอาไว้จากการลื่นหรือหกล้ม, กระดูกสะโพกหักจากตูดกระแทกกับพื้น ฯลฯ
แนวทางการรักษาของโรคกระดูกพรุน เพราะภาวะกระดูกพรุนจำนวนมากไม่ปรากฏอาการแสดงที่ไม่ดีเหมือนปกติจนกระทั่งจะเกิดการหักของกระดูก และก็มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างเช่น อาการปวดเกิดขึ้น การตรวจแล้วก็วินิจฉัยการสูญเสียมวลกระดูกให้ได้ก่อนจะมีการหักของกระดูกก็เลยเป็นหัวข้อสำคัญ โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จากประวัติอาการ ประวัติความเป็นมาไม่สบายต่างๆประวัติการออกกำ ลังกาย อายุ การตรวจร่างกาย และก็จะทำวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)  แล้วนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในเพศและอายุตอนเดียวกัน หากกระดูกมีค่ามวลกระดูกน้อยกว่า 1.00 gm/cm2 จะมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งการแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกจะแบ่งได้ 4 จำพวก ดังต่อไปนี้

  • กระดูกปกติ (Normal bone)หมายถึงกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย (-1 SD)
  • กระดูกบาง (Osteopenia)เป็นกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างตอน -2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าถัวเฉลี่ย (-1 ถึง -2.5 SD )
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis)เป็นกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำยิ่งกว่าค่าถัวเฉลี่ยเกินกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ต่ำลงมากยิ่งกว่า -2.5 SD)
  • กระดูกพรุนอย่างรุนแรง (Severe or Established osteoporosis)หมายถึงกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำยิ่งกว่าค่าถัวเฉลี่ยมากยิ่งกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับการมีกระดูกหัก


การตรวจด้วย dual-energy x-ray absorptiometry (DEXA) ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นขั้นตอนการตรวจที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) มีความถูกต้องแน่ใจแม่นยำที่สุดในการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแม้จะสูญเสียมวลกระดูกไปเพียงแต่จำนวนร้อยละ  1 ก็ตาม กระบวนการรักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพิ่มหลักการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกรวมทั้งหยุดหรือลดรูปแบบการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก
โดยแพทย์จะมีแนวทางการดูแลและรักษาผู้ที่มีสภาวะกระดุพรุน ดังนี้

  • สำหรับคนเจ็บที่มีกระดูกพรุน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน หมอจะให้รับประทานแคลเซียม เป็นต้นว่า แคลเซียมคาร์บอเนต ครั้งละ ๖๐๐-๑,๒๕๐ มิลลิกรัม วันละ ๒ ครั้ง รวมทั้งบางทีอาจให้วิตามินดีวันละ ๔๐๐-๘๐๐ มิลลิกรัม ร่วมด้วยในรายที่อยู่แต่ว่าในร่ม (มิได้รับแสงอาทิตย์) ตลอดเวลา
  • สำหรับหญิงหลังวัยหมดระดู แพทย์อาจใคร่ครวญให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนชดเชย ได้แก่ conjugated equine estrogen (ชื่อทางด้านการค้า ได้แก่ Premalin) ๐.๓-๐.๖๒๕ มิลลิกรัม หรือ micronized estradiol ๐.๕-๑ มิลลิกรัม วันละครั้ง ในรายที่มีข้อกำหนดใช้หรือมีผลใกล้กันมากมาย อาจให้ราล็อกสิฟิน (raloxifene) แทนในขนาดวันละ ๖๐-๑๒๐ มิลลิกรัม ยานี้ออกฤทธิ์คล้ายเอสโทรเจน แต่มีผลข้างๆน้อยกว่า
  • สำหรับผู้ชายเฒ่าที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนร่วมด้วย บางทีอาจจำเป็นต้องให้ฮอร์โมนจำพวกนี้เสริม
ยิ่งไปกว่านี้ บางทีอาจพินิจให้ยากระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้ง/หรือยาลดการสลายกระดูกเพิ่มแก่ผู้ป่วยบางราย เป็นต้นว่า

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ที่นิยมใช้ได้แก่ อะเลนโดรเนต (alendronate) ๑๐ มิลลิกรัม ให้รับประทานวันละ ๑ ครั้ง หรือ ๗๐ มิลลิกรัม สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก และก็เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก คุ้มครองปกป้องการแตกหักของกระดูกสันหลังแล้วก็สะโพก เหมาะสำหรับคนเจ็บชาย ผู้ป่วยหญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน และใช้คุ้มครองป้องกันสภาวะกระดูกพรุนในคนที่จะต้องกินยาสตีรอยด์นานๆ
  • แคลซิโทนิน (calcitonin) มีทั้งยังประเภทพ่นจมูกและฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก และมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการใช้ลดอาการปวด เนื่องด้วยการแตกหักรวมทั้งยุบของกระดูกสันหลังอีกด้วย


คนป่วยจะต้องใช้ยาบ่อยๆ หมอจะนัดมาตรวจเป็นระยะ บางทีอาจจำเป็นต้องกระทำการตรวจกรองโรคมะเร็งเต้านมและก็ปากมดลูก (สำหรับคนที่รับประทานเอสโทรเจน) ปีละ ๑ ครั้ง ตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุก ๒-๓ ปี เอกซเรย์ในรายที่สงสัยมีกระดูกหัก เป็นต้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่น กระดูกหัก ก็ให้การรักษา ตัวอย่างเช่น การเข้าเฝือก การผ่าตัด วิธีการทำกายภาพบำบัด ฯลฯ
ในรายที่มีโรคหรือสภาวะที่เป็นต้นเหตุของโรคกระดูกพรุนประเภททุติยภูมิ ก็ให้การรักษาไปพร้อมเพียงกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ประเภท คือ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ และ ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนมิได้ (ตารางที่ 1) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายสาเหตุก็จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แล้วก็จะได้โอกาสสูงที่จะกำเนิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกพรุน
ต้นเหตุที่ปรับปรุงแก้ไขมิได้            เหตุที่แก้ไขได้

  • อายุ(คนสูงอายุ 65 ปีขึ้นไป)
  • เพศ (หญิง)
  • เชื้อชาติ (ชาวผิวขาวหรือชาวเอเชีย)
  • พันธุกรรม (ประวัติคนในครอบคัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดา)
  • รูปร่างเล็ก ผอม บาง
  • หมดประจำเดือน ก่อนอายุ 45
  • มีพยาธิภาวะที่จำต้องผ่าตัดเอารับไขทั้งยัง 2 ข้างออกก่อนหมดระดู
  • เคยกระดูกหักจากสภาวะกระดูกเปราะบาง •             ขาดฮอร์โมนเพศ : estrogen
  • หมดระดู
  • รับประทานแคลเซียมน้อย บริโภคเกลือทะเลแล้วก็เนื้อสัตว์สูง
  • ดูดบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มกาแฟ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ได้รับยาบางประเภท เป็นต้นว่า glucocorticosteroids และ thyroid hormone ฯลฯ
  • เป็นโรคบางชนิด เช่น chronic illness, kidney disease , hyperthyroidism , และ Cushing’s syndrome เป็นต้น
  • มี BMI (ดัชนีมวลกาย)ต่ำยิ่งกว่า 19 กิโล/ตารางเมตร


การติดต่อของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งเกิดจากกลไกการย่อยสลายของเซลล์สร้างกระดูก นำมาซึ่งการทำให้ความสมดุลของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็เซลล์ซับทำลายกระดูกสูญเสียไป ซึ่งมีล้นหลามหลายกรณี แต่โรคกระดูกพรุนนี้ไม่ใช่โรคติดต่อเพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน

  • กินวิตามินเกลือแร่เสริมของกิน หรือยาต่างๆตามแพทย์แนะนำ
  • การกินของกินเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มครบแต่ละวันในปริมาณเหมาะเจาะที่
  • บริหารร่างกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้
  • ไปพบหมอจากที่แพทย์นัดหมายเป็นประจำ
  • หมั่นดูแลความเป็นระเบียบในบ้าน รวมถึงไม่วางของเกะกะตามทางเดินที่อาจจะทำให้ลื่นล้มหรือมีการชนจนทำให้กระดูกหักได้
การปกป้องตัวเองจากโรคกระดูกพรุน

  • คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนดังที่กล่าวมา ควรจะขอคำแนะนำแพทย์เพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน ยกตัวอย่างเช่น หญิงวัยหมดประจำเดือน, คนสูงอายุ, คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ, ผู้ที่มีโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ฯลฯ
  • รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอทุกเมื่อเชื่อวันให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย(ดังตารางดังกล่าว)


อายุปริมาณแคลเซียมที่อยากได้ (mg/day)
แรกเกิด – 6 เดือน
6 เดือน – 1 ปี
1 ปี – 5 ปี
6 ปี – 10 ปี
11 ปี – 24 ปี
เพศชาย
25 ปี – 65 ปี
มากกว่า 65 ปี
เพศหญิง
25 ปี – 50 ปี
มากยิ่งกว่า 50 ปี (หลังวัยหมดระดู)
 
อายุ        400
600
800
800-1200
1200-1500
1000
1500 
1000
 
 
ปริมาณแคลเซียมที่อยากได้ (mg/day)
  -ได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
  - ไม่ได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
แก่กว่า 65 ปี
ระหว่าตั้งท้อง หรือให้นมลูก            1000
1500
1500
1200-1500
โดยของกินที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้กระดูก (ยกตัวอย่างเช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (อย่างเช่น คะน้า ใบชะพู) งาดำคั่ว
ทางปฏิบัติ สำหรับเด็กและก็วัยรุ่นควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ผู้ใหญ่แล้วก็ผู้สูงอายุดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเสมอๆ จะทำให้ได้รับแคลเซียมร้อยละ 50 ของจำนวนที่อยากได้ ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่นๆประกอบ
คนแก่บางคนที่มีข้อจำกัดสำหรับการดื่มนม (เป็นต้นว่า มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด) ให้เลือกกินเนยแข็ง นมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย แทน หรือบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้เพิ่มมากขึ้น

  • บริหารร่างกายเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต้านทานน้ำหนัก (weight bearing) อย่างเช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโจนเชือก รำมวยจีน เต้นรำ ฯลฯ ร่วมกับการยกน้ำหนัก จะช่วยทำให้มีมวลกระดูกมากเพิ่มขึ้น และก็กระดูกมีความแข็งแรง ทั้งแขน ขา และก็กระดูกสันหลัง
  • รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้น้อยกว่าหลักเกณฑ์ (ผอมบางเกินความจำเป็น) เพราะคนซูบผอมจะมีมวลกระดูกน้อย มีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้
  • รับแสงแดด ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร็ความนิ่งกระตุ้นการสร้างกระดูก ในบ้านพวกเราคนส่วนใหญ่จะได้รับแสงแดดเพียงพออยู่แล้ว นอกเหนือจากในรายที่อยู่แม้กระนั้นในบ้านตลอดเวลา ก็ควรจะออกไปรับแสงอาทิตย์อ่อนๆรุ่งเช้าหรือยามเย็น วันละ 10-15 นาที อาทิตย์ละ 3 วัน ถ้าเกิดอยู่แต่ในที่ร่ม ไม่ถูกแสงอาทิตย์ บางทีอาจต้องกินวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 มิลลิกรัม
  • เลี่ยงความประพฤติที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ดังเช่นว่า
  • อดอาหารชนิดโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะอาหารเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินธรรมดา
  • อดอาหารเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง เพราะเหตุว่าเกลือโซเดียมจะก่อให้ลำไส้ดูดซับแคลเซียมได้ลดลง แล้วก็เพิ่มการขับแคลเซียมทางไตเยอะขึ้น
  • ไม่ดื่มน้ำอัดลมปริมาณมาก เพราะกรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในจำนวนมาก เพราะว่าแอลกอฮอล์รวมทั้งคาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะกีดกันการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก (กาแฟไม่สมควรดื่มเกินวันละ ๓ แก้ว แอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ ๒ หน่วยดื่ม ซึ่งเทียบเท่าแอลกอฮอล์สุทธิ ๓๐ มล.)
  • งดการสูบบุหรี่ ด้วยเหตุว่าบุหรี่ทำให้มีการเกิดการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกเยอะขึ้น (เพราะว่าลดระดับเอสโทรเจนในเลือด)
  • ระวังการใช้ยาบางจำพวก เช่น ยาสตีรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
  • รักษาโรคหรือภาวการณ์ที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน อาทิเช่น ต่อมไทรอยด์ดำเนินงานเกิน โรคปะทุชชิง
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกระดูกพรุน
เพชรสังฆาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangu laris L. วงศ์ Vitaceae "เพชรสังฆาต" เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในพระหนังสือสรรพลักษณะ เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ของ "เพชรสังฆาต" ไว้ว่า "เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งมวลแล" ในหนังสือเรียนแพทย์แผนโบราณทั่วๆไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า "เพชรสังฆาต" มีสรรพคุณ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในลำไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกบริเวณกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้
ปัจจุบันนี้ได้มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันคุณประโยชน์รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารเริ่มของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีส่วนประกอบของแคลเซียมสูงมาก แล้วก็สารอท้องนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic  Steroids) มีฤทธิ์รีบปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการผลิตเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกแล้วก็ยังช่วยให้มีการสร้างสารไม่ววัวโพลีแซกค้างไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในแนวทางการสมานกระดูก นอกเหนือจากนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับกุมตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนแปลงเป็นกระดูกแข็งซึ่งสามารถรับน้ำหนักแล้วก็มีความยืดหยุ่นในตนเอง
ผลของการทดลองใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกและรักษากระดูกแตก กระดูกหักได้
ฝอยทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis Lam. วงศ์ Convlvulaceae ในประเทศจีนแล้วก็บางประเทศในแถบทวีปเอเชีย ได้มีการใช้เม็ดฝอยทองสำหรับเพื่อการรักษาโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า สารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกรุ๊ป astragalin, flavonoids, quercetin, hyperoside isorhamnetin แล้วก็ kaempferol เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol รวมทั้ง hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวบ่งชี้ในการเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูกของเซลล์ตั้งต้น และสาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106
ด้วย ส่วนสารอื่นๆไม่พบว่ามีฤทธิ์ดังที่กล่าวมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ขึ้นรถ quercetin, kaempferol แล้วก็ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แต่ว่าเมื่อเปรียบเทียบกันในด้านของการกระตุ้น ER จะมีเพียงสาร quercetin แล้วก็ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงสำหรับเพื่อการยั้งตัวรับ estrogen จำพวก ERα/β โดยที่กลไกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นคาดว่าจะเปรียบเทียบกับยา raloxifene ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจและเส้นเลือด แม้กระนั้นออกฤทธิ์ยับยั้ง ER ที่รอบๆเต้านมรวมทั้งมดลูก
นอกจากนั้นสาร quercetin แล้วก็ kaempferol ยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างกระดูก เช่นเดียวกับยา raloxifene จากการทดลองทั้งสิ้นทำให้สรุปได้ว่าเม็ดฝอยทองมีประสิทธิภาพสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน และสารสำคัญที่มีฤทธิ์สำหรับในการสร้างเซลล์กระดูกเป็น kaempferol และ hyperoside
เอกสารอ้างอิง

  • สุภาพ อารีเอื้อ,สินจง โปธิบาล .ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ : ทำไมต้องรอจนกระดูกหัก? .รามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่7.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2544 หน้า 208-218
  • Liscum B. Osteoprosis : The silent disease. Orthopaedic Nursing 1992; 11:21-5.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Gaisworthy TD & Wilson PL. Osteoporosis it steais more than bone, AJN 1996;96: 27-

3

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด โรคนี้ค้นพบทีแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พุทธศักราช 2499 ซึ่งเกิดขึ้นจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้หลักการทำงานของสมองเสื่อมลง กระทั่งมีผลเสียต่องานกิจวัตรของผู้เจ็บป่วย ในตอน 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีลักษณะและไม่ได้รับการรักษาคนไข้โรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะอาการโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปทรงคิดเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของผู้ป่วยสภาวะสมองทั้งหมดทั้งปวง จะมีลักษณะลืม โดยจะลืมเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น ลืมว่าวันนี้รับประทานอาหารยามเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยเจอใครกันแน่ในวันนี้ ถูกใจพูดย้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความฉลาดปราดเปรื่องลดลง ความชำนาญต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป และก็ทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) มากถึง 5 ล้านคน และก็จะมากเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีข้างหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะเกิดกับคนชราเป็นส่วนใหญ่ โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงราวๆ 1-3% บุคคลที่มีอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% และเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ ปัจจัยและการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่รู้กันดีนักในปัจจุบัน งานศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่าโรคนี้มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างคล้ายรอยเปื้อนในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) รวมทั้งแทงเกิล (tangle)  รวมทั้งความผิดแปลกที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าอัศจรรย์สำหรับการควบคุมความรู้สึก รวมทั้งการตอบสนอง การสื่อสารที่สำคัญต่างๆในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะเป้าหมายเพื่อให้มีการปฏิบัติงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความจำเป็นอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความสามารถในการจำ และแม้ในสมองมีสารนี้น้อยลงมากมายจะมีผลให้เซลล์สมองมีปัญหาในการติดต่อ รวมทั้งพบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถสำหรับการจำแล้วก็การใช้เหตุผลของคนไข้ลดลงตามไปด้วย  รวมทั้งยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นๆอีกได้แก่ ผู้เจ็บป่วยราว 7% มีเหตุที่เกิดจากพันธุกรรม แล้วก็สามารถถ่ายทอดสู่บุตรหลานได้ ตำแหน่งความไม่ดีเหมือนปกติบนโครโมโซมที่พบแจ่มกระจ่างแล้วว่าก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, รวมทั้ง 19 คนที่มีความผิดปกติของกรรมพันธุ์กลุ่มนี้ จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่มิได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกนั้นพบว่าในผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติคือมีสารพัดธุบาปของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา แม้มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ท้ายที่สุด

ลักษณะโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนโรคสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดมักจะรู้ผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความแก่ หรือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสภาวะเครียด ความบกพร่องที่เห็นชัดคือการสูญเสียความทรงจำ เป็นพยายามจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อเร็วๆนี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนแสดงอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความผิดพลาดทางการทราบนิดหน่อย (mild cognitive impairment)
โรคสมองเสื่อมระยะต้น (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ขณะที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตจะยังดีอยู่ คนไข้อาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวย้ำเรื่องที่พึ่งจะเล่าให้ฟัง นอกจากยังอาจมีอาการอื่นๆอย่างเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำมิได้ สับสนเรื่อง วัน เวลา สถานที่ คิดคำกล่าวไม่ค่อยออกหรือใช้คำผิดๆแทน มีอารมณ์ การกระทำแล้วก็ลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถที่จะมีความคิดริเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน จนสร้างปัญหาต่อการทำงานแล้วก็งานกิจวัตร
โรคสมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่ออาการของโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดถัดมา ผู้เจ็บป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ คนเจ็บมักจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลในการดำรงชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และการเข้าสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงเพิ่มขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันเปลี่ยนเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกครั้ง พยายามนึกชื่อเพื่อนฝูงรวมทั้งครอบครัวแม้กระนั้นคิดไม่ออก
เกิดภาวะงงงันแล้วก็สูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา แล้วก็บุคคล ตัวอย่างเช่น หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยรู้วันเวลา
การทำงานกิจวัตรที่มีหลายขั้นตอนเปลี่ยนเป็นเรื่องยากขึ้น อาทิเช่น การแต่งตัว
มีความประพฤติปฏิบัติหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือใจร้อน
ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมถึงอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
กำเนิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ อย่างเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม ปรวนแปรบ่อยครั้ง มีสภาวะไม่มีชีวิตชีวา หรือไม่สบายใจ รำคาญ ใจไม่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดำเนินการที่ต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีอาการประสาทหลอน
สมองเสื่อมระยะท้ายที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่ลักษณะของโรคร้ายแรงขึ้นเป็นอย่างมากจนกระทั่งนำความเศร้าเสียใจและไม่สบายใจมาให้บุคคลใกล้ชิด ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการดูแลและให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าส้วม
อาการหลงผิดหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
คนป่วยอาจก่อกวน เรียกร้องความพอใจ และไม่ไว้วางใจผู้คนรอบกาย
กลืนรวมทั้งทานอาหารทุกข์ยากลำบาก
เปลี่ยนลีลาหรือเคลื่อนไหวตนเองตรากตรำ จำต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล
น้ำหนักน้อยลงมาก แม้ว่าจะกินอาหารมากมายหรือมานะเพิ่มน้ำหนักแล้วหลังจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะอาการชัก
กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความสามารถสำหรับการพูดลงไปทีละน้อยๆจนไม่สามารถที่จะติดต่อได้
มีปัญหาด้านความจำในระยะสั้นและก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีอายุเยอะขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการศึกษาพบว่าในฝาแฝดหากแม้ ถ้าคู่แฝดคนหนึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว คู่แฝดอีกคนหนึ่งจะมีสภาวะความเสี่ยงมากถึง 40-50% รวมทั้งนอกนั้นถ้าเกิดมีพี่น้องในครอบครัวมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะจังหวะเสี่ยงสำหรับในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและในคนที่เป็น Down Syndrome ถ้าเกิดมีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีสภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
ต้นเหตุทางสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นต้นสายปลายเหตุที่บ่งถึงอัลไซเมอร์ในแฝดแท้ แม้กระนั้นแม้กระนั้นสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพราะเหตุว่าพบว่าฝาแฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างถึง 15 ปี รวมทั้งผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงยิ่งกว่าคนวัยชราที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น
การตรวจเจอโปรตีนชนิดหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการค้นคว้าบอกว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มสภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่สม่ำเสมอ จากการเรียนพบว่าคนที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS เสมอๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดน้อยลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยอีกขั้นหนึ่งบอกว่าหลังจากที่ใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า สภาวะความเคลื่อนไหวทางจิตใจและอารมณ์ลดน้อยลง
การใช้หรือเปล่าได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดประจำเดือนจากหลายๆกรณีการวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนชดเชยสามารถป้องกันหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
สภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกสิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคลำไส้รวมทั้งยังมีส่วนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ เป็นต้นว่า วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวะกำเนิดสมองกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้นำว่าการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนกระทั่งทำให้สลบ จะส่งผลทำให้เกิดช่องทางเป็นอัลไซเมอร์สูงมากขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีเหตุการเกิดมาจากความประพฤติปฏิบัติการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรเปลี่ยนแปลงด้วยการเลิกดูดบุหรี่ รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง รวมทั้งตรวจสุขภาพบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วก็โรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการศึกษาเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของความเจริญของภาวะโรคสมองเสื่อมด้วยเหมือนกัน โดยพบว่าผู้หญิงได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าเพศชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองได้ว่า การออกกำลังกายในคนสูงอายุจะตอนเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับในการเรียนรู้ (cognitive function)  ยิ่งกว่านั้นยังช่วยลดความถดถอยในการทำความเข้าใจ (cognitive decline) ลงได้ ฉะนั้นคนที่ไม่บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอก็เลยได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ออกกำลังกาย
กรรมวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์  ในการตรวจเบื้องต้นจะพิเคราะห์จากอาการที่คนป่วยหรือคนสนิทแจ้งให้ทราบ และสอบถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของคนเจ็บเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ประวัติความเป็นมาสุขภาพ ความสามารถสำหรับในการดำเนินชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนป่วย และใช้การถามคำถามหรือทำข้อสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือความชำนาญทางด้านภาษา เพื่อตรวจตราแนวทางการทำงานของสมองในแต่ละส่วนและก็พิเคราะห์ว่าควรจะรับการตรวจเพิ่มอีกหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาต่อไปหรือไม่
ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อวินิจฉัยจากอาการได้แล้วว่าผู้เจ็บป่วยมีสภาวะของสูญเสียความทรงจำเกิดขึ้น ขั้นต่อไปแพทย์จะต้องตรวจหาสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองและการเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นต้นเหตุของสูญเสียความจำ และให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป อาทิเช่น การเจาะเลือดมองภาวะต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อมองว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองหรือไม่ เป็นต้น   ถ้าการตรวจวินิจฉัยไม่เจอปัจจัยอื่นๆประกอบกับอาการและก็การทดลองทางสมองรวมทั้งภาวะจิต เข้ามาตรฐานการวิเคราะห์ของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวินิจฉัยว่าผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวิเคราะห์ บางทีอาจจะต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีขั้นตอนการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การดูแลและรักษาด้วยยาบางทีอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากน้อยนานับประการ แม้กระนั้นไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลและรักษาออกได้เป็น3 รูปแบบ ได้แก่
การดูแลรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การรักษาอาการจำอะไรไม่ค่อยได้ ตอนนี้มียาอยู่ 4 ชนิดที่ได้รับการรับรองจากคณะ ผู้ตัดสินอาหารรวมทั้งยาแห่งสหรัฐอเมริกา สำหรับในการประยุกต์ใช้กับคนป่วยโรคอัลไซเมอร์ คือ Donezpezil , Rivastigmin, Galantamine, และก็ Memantine มีการเล่าเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนไข้ได้ แต่ก็ยังไม่มีการศึกษายืนยันกระจ่างแจ้ง บางการเล่าเรียนพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิตได้
การดูแลรักษาอารมณ์และพฤติกรรมที่รุนแรง รวมทั้งอาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การรักษาทางจิตสังคม เช่น
การรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง ตัวอย่างเช่น ศิลปะบำบัดรักษา ดนตรีบำบัดรักษา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการระลึกถึงเรื่องราวในอดีต ดังเช่นว่า การจับกลุ่มทำกิจกรรมแลก แปลงประสบการณ์ในอดีต การใช้รูป สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยในสมัยก่อนมาช่วยฟื้นฟูความจำ
การให้เข้าไปอยู่ภายในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่ออกแบบให้มีสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะกับขั้นตอนการกระตุ้นการรับรู้แล้วก็ความรู้สึกที่หลากหลาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันอาทิเช่น การมองมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส และก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้เจ็บป่วย เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดจะต้องเข้าใจอาการของโรคจะต้องทำใจ เห็นด้วย รวมทั้งทรหดอดทน ไม่ละเลยคนไข้ไว้คนเดียว และเข้าใจการดำเนินของโรคว่า ผู้เจ็บป่วยจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือที่จะตอบสนองสิ่งที่มีความต้องการฐานรากเยอะขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์เป็นเยี่ยมในโรคของสภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นจากความผิดแปลกของสมอง ด้วยเหตุนั้นก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
 คนไข้ที่เริ่มมีอาการของความจำเสื่อมควรหยุดขับขี่รถด้วยตัวเองคนเดียว ไม่ควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยตามลำพังหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นเรื่องจำเป็น อาทิเช่น ธุรกรรมทางด้านการเงิน รวมทั้งเมื่อมีลักษณะอาการมากมายแล้วต้องมีผู้ดูแลสนิทสนมตลอดระยะเวลา
ผู้เจ็บป่วยต้องไปพบแพทย์หรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดเป็นประจำ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
คนเจ็บควรพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งกระจ่างแจ้ง เพื่อป้องกันการพลัดหลงถ้าจำเป็นต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
ควรมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เพื่อผู้เจ็บป่วยมีความปลอดภัยและลดภาระหน้าที่ต่อผู้ดูแลได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การล็อกบ้านและรั้วไม่ให้ผู้ป่วยออกนอกบ้านไปผู้เดียว การติดป้ายบนเครื่องใช้ต่างๆในบ้านให้แจ่มแจ้งโดยระบุว่าเป็นยังไง ใช้งานอย่าง ไร การติดป้ายหน้าห้องต่างๆให้ชัดแจ้งว่าเป็นห้องอะไร ฯลฯ
คนป่วยควรหากิจบาปทำ และควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลรวมทั้งคนที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความใกล้ชิดให้คนไข้สม่ำเสมอ
คนเจ็บควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำเป็นเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การปกป้องตนเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการปกป้องโรคนี้ อย่างไรก็ดีการกระทำตัวบางสิ่งบางทีอาจช่วยทำให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะมีผลให้ได้รับอันตรายแก่สมอง ดังเช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกฝนสมอง เช่น การพยายามฝึกหัดให้สมองได้คิดเป็นประจำเช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือบ่อยๆคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆฯลฯ
บริหารร่างกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง อย่างเช่น เดินเล่น รำมวยจีน เป็นต้น
การคุย พบปะผู้อื่นเป็นประจำยกตัวอย่างเช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่างๆหรือเข้าชมรมคนแก่ ฯลฯ
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้าเกิดมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็จำต้องติดตามการดูแลรักษาเป็นระยะ ได้แก่ การตรวจหา ดูแลและรักษาโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ
รอบคอบเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
พยายามมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำรวมทั้งฝึกให้มีสมาธีอยู่ตลอดระยะเวลา
พยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆทำเพื่อผ่อนคลายความเคลียด เหตุเพราะความเคร่งเครียดแล้วก็อาการเหงาหงอยอาจจะทำให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันว่าสาร curcumin มีคุณภาพในการต้านทานอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณสมบัติปกป้องรักษาเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดลองจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดจำนวน lipid peroxide แล้วก็เพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin แล้วก็ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สัมพันธ์กับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกลุ่ม monoterpenes ยกตัวอย่างเช่น bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งลักษณะการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดชนิดนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากสารไตรเทอร์ไต่ (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต้านทานอาการกลัดกลุ้ม (antidepressant) และมีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาค้นพบนีก็เลยบางทีอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการหม่นหมองและก็อาการกลุ้มใจในผู้เจ็บป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และก็ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการทำความเข้าใจ (cognitive function)
ถั่ว  เว้นเสียแต่ถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ แล้วก็เป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนยอดนิยมไปทั้งโลกมีสารในกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด รวมทั้งมีคุณประโยชน์ในการเพิ่มสมาธิและก็ความทรงจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.



Tags : โรคอัลไซเมอร์

4
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
สกุล Pedaliaceae
บ้านเกิด  งามีบ้านเกิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศต่างๆในแถบเอเชียรวมถึงเมืองไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการบอกว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่พ่อค้าชาวอาหรับ รวมทั้งเมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ รวมทั้ง ยุโรป
ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามาเป็นเวลานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล แล้วก็ใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา แล้วก็ของกิน ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes พูดว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกเอาไว้ภายในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แต่ว่าปรากฏว่าลักษณะของอากาศไม่เหมาะกับการปลูก รวมทั้งในช่วงปลายศตวรรษที่17 รวมทั้ง18 มีการนำงามาปลูกเอาไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยข้าทาสชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้คุณประโยชน์จากงาดำนั้นอินเดีย จีน และประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อทำกับข้าว ส่วนชาวยุโรปจะนำงามาทำขนมเค้ก เหล้าองุ่น รวมทั้งนํ้ามัน รวมทั้งใช้เพื่อการทำกับข้าว และเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ และพอกผิวหนัง และใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงเป็นต้น
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชัน อาจแตกกิ่งหรือไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นสูงประมาณ 50-150 ซม. ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ แล้วก็มีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง มีก้านใบสั้น ยาวราว แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างประมาณ 3-6 ซม. ยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักบางส่วน มีเส้นแขนงใบตรงข้ามกันเป็นคู่ๆยาวถึงขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกผู้เดียวหรือเป็นกรุ๊ปตรงซอกใบ ปริมาณ 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกไม้อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบเมื่อบานมีสีขาว ยาวราวๆ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วนเป็นกลีบข้างล่าง แล้วก็กลีบบน โดยกลีบด้านล่างจะยาวกว่ากลีบบน ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรเว้าแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง แล้วก็แบ่งได้ร่องพู 2-4 ร่อง กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาวราวๆ 2-3 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม ฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งเบาๆกลายเป็นสีดำอมเทา แล้วหลังจากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เม็ดร่วงลงดิน  ภายในฝักมีเม็ดขนาดเล็ก สีดำจำนวนไม่ใช่น้อย เม็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี แล้วก็แบน ขนาดเม็ดราวๆ 2-3 มม. เปลือกเมล็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมหวน แต่ละฝักมีเม็ดโดยประมาณ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำเพาะพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกด้วยกัน 2 แบบหมายถึงการหว่านเมล็ด และโรยเม็ดเป็นแนว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง เป็น

  • ช่วงต้นหน้าฝน ราวเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน และก็เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
  • ช่วงปลายฤดูฝน ราวกรกฎาคม-ส.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวในช่วงก.ย.-ต.ค.
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว โดยประมาณพ.ย.-ธ.ค. และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกเอาไว้ภายในพักหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน แล้วก็ตากดินนาน 7-10 วัน ต่อจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก โดยประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถกระพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยหมักตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่รกมาก) เนื่องจากว่ารอบถัดมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเมล็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเม็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 กิโล/ไร่ ควรหว่านเมล็ดให้กระจัดกระจายให้เยอะที่สุด ก่อนไถพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเม็ดเป็นแถว ข้างหลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเม็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเมล็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลรักษา หลังการหว่านเมล็ด หากปลูกเอาไว้ในตอนแล้ง เกษตรมักติดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรให้บ่อยๆ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ ส่วนการปลูกภายในฤดูฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าหากพบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และบางทีอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยธรรมชาติ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือบ่อยๆ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเม็ดได้หลังการปลูกประมาณ 70-120 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยพิจารณาจากฝักที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง และบางจำพวกมีการตกแล้ว ทั้งนี้ ต้องเก็บฝักก่อนที่จะเปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมนำมาปลูกในปัจจุบันนั้นมีด้วยกัน 4 ประเภทเป็น

  • งาดำ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีลักษณะเด่น คือ ฝักแบ่งได้ 4 กลีบใหญ่ เมล็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบจะดำสนิท มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 90-100 วัน ให้ผลผลิต โดยประมาณ 60-130 โล/ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นประเภทพื้นบ้านที่นิยมมากในดูเหมือนจะทุกภาค โดยเฉพาะภาคกึ่งกลาง เหนือ และก็อีสาน มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นออกจะสูง มีการทอดยอด แล้วก็แตกกิ่งก้านมากมาย ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะออกจะกลม ส่วนเม็ดมีสีดำ อวบ แล้วก็ขนาดใหญ่ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง โดยประมาณ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กก./ไร่
  • งาดำ มก.18 เป็นพันธุ์งาดำแท้ ที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาจำพวก col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นค่อนข้างสูง มีการเลื้อย แต่ว่าไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้ปริมาณของฝักต่อต้นสูง เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เมล็ด มีน้ำหนักโดยประมาณ 3 กรัม หากในฤดูฝนจะแก่การเก็บเกี่ยวราว 85 วัน ถ้าหากปลูกฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง แก่การเก็บเกี่ยว ราวๆ 90 วัน ได้ผลผลิต แม้กระนั้นค่อนข้างจะสูง ในช่วง 60-148 โล/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีจำพวกดั้งเดิมหมายถึงงาดำ พันธุ์ ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากจีน มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นสูงโดยประมาณ 105-115 เซนติเมตร ลำต้นมีการแตกกิ่ง แต่แตกน้อย ราว 3-4 กิ่ง/ต้น เม็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักโดยประมาณ 2.77 กรัม แก่เก็บเกี่ยวสั้นกว่าชนิดอื่นๆโดยประมาณ 70-75 วัน ได้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ราวๆ 80-150 กก./ไร่ เป็นประเภทที่ทนแล้ง และยับยั้งต่อโรค เน่าดำเจริญ
ส่วนประกอบทางเคมี
ในเมล็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันได้แก่ oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกนั้นยังมี สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆอย่างเช่น sitosterol  (สารกันเหม็นหืนคือ sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่เหม็นหืน)
                นอกจากนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มก.
เหล็ก                       8.8          มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                              584         มก.
 
ไทอะมีน                 0.94        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.5          มก.
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ติเตียนก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสครั้งอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มก.
ธาตุเหล็ก                               14.55     มิลลิกรัม
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มก.
ธาตุโซเดียม                           11           มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มก.
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มิลลิกรัม
ธาตุทองแดง                          4.082     มก.
 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของขนมต่างๆตัวอย่างเช่น ไอศกรีมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท อื่นๆอีกมากมาย หรือใช้เป็นส่วนผสมภัณฑ์เสริมความสวยงามต่างๆเช่น สบู่ โลชั่นสำหรับดูแลผิว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนสรรพคุณทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงร่างกายแทบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะสมกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีลักษณะเจ็บไข้อยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นมากอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าจะช่วยปกป้องโรคภาวการณ์กระดูกพรุนอย่างได้ผล โดยในตำราเรียนยาไทยระบุว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเม็ด หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผล แล้วก็ผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้กลยุทธ์ขัดยอก บวมช้ำ ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มแล้วก็ชุ่มชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินผิว คุณประโยชน์พื้นเมืองกล่าวว่า เม็ด ก่อให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่ว่าทำให้ดีกำเริบ น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่าเปื่อย มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้กลยุทธ์ยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟลุก
           ตำรับยาน้ำมันที่ระบุในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเส้นผมหล่น (ผมร่วง)ให้คันให้ขาว” มีสมุนไพร 19 จำพวก นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระผมเธอ คัน หงอก “น้ำมันแก้เปื่อยยุ่ยพัง” มีสรรพคุณ แก้ขัดค่อยหรือฉี่ไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ ประกอบด้วยสมุนไพร 12 จำพวก แล้วก็น้ำมันงาพอเหมาะ หุงให้เหลือแค่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้องถ่ายรูป (ทางเท้าฉี่ในองคชาติ)
ส่วนแบบเรียนหมอแผนปัจจุบันระบุว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต่อต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการระบุประสิทธิภาพการดูแลและรักษาโรคของเมล็ดงาโดยฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยบรรเทาอาการไอ นับมีคุณประโยชน์ข้อเดียวของงาดำและงาขาวที่มีข้อมูลเยอะที่สุดในขณะนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นหนึ่งในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อร่างกาย โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันจำพวกดีที่ช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอลและในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดระดูซึ่งเป็นภาวะของความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซาไม่น (Sesamin) ในเม็ดงาที่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลชีวันในไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและก็มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของผู้หญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีแร่ธาตุมากที่สำคัญ คือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่เจอจะมีมากยิ่งกว่าพืชผักทั่วไปกว่า 40 เท่า และก็ธาตุฟอสฟอรัสมากยิ่งกว่าผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กเล็ก แล้วก็สตรีวัยหมดระดู กรดไขมันไลโนเลอิค และกรดไขมันประเภทโอเลอิค ช่วยสำหรับเพื่อการลดระดับไขมันชนิดต่างๆในเส้นโลหิต และช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดเกล็ดเลือด รวมทั้งลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในจำนวนตํ่า แต่มีวิตามินบีทุกจำพวกสูงก็เลยถือได้ว่างามีวิตามินบีอยู่ดูเหมือนจะทุกจำพวก จึงมีสรรพคุณช่วยทำนุบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายเหน็ดเหนื่อย แก้ลักษณะของการปวดเมื่อย รวมทั้งแก้การไม่อยากอาหาร  งามีปริมาณใยอาหารในจำนวนสูง ปฏิบัติภารกิจสร้างเสริม แล้วก็กระตุ้นการทำงานของไส้ อีกทั้งการย่อย การดูดซึม แล้วก็การขับถ่าย ช่วยป้องกันท้องผูก ยับยั้ง รวมทั้งซึมซับสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ปกป้องมะเร็งในลำไส้ แล้วก็ควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคเจอในเม็ดงาเยอะแยะ เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต รวมทั้งช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เนื่องจากว่าทำให้ฝาผนังเซลล์ภายในข้างนอกปฏิบัติงานอย่างธรรมดา
รูปแบบ/ขนาดการใช้ ในปัจจุบันงาดำนั้นส่วนมากจะนิยมนำมาทำเป็นขนมหรือส่วนประกอบของขนมและก็สินค้าที่ใช้บริโภคมากกว่าการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆแต่ว่าก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้ระบุจำนวนการใช้เพื่อบำบัดรักษาโรคต่างๆอย่างเช่น

  • รักษาอาการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการอ่อนแรง เมื่อตามร่างกาย กินงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเม็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร แล้วก็กระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้วต่อจากนั้น ตำบดผสมกัน รวมทั้งผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับข้าวสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาอาการท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดประจำเดือน รับประทานงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม และก็น้ำผึ้ง กินวันละ 1 ครั้ง
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อทำการทดลองโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร แล้วก็ป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการติดเชื้อโรค และการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) รวมทั้ง cyclooxygenase เพิ่มมากขึ้น จากผลการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารจำพวก Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อกระทำทดสอบในชายธรรมดา 11 คน โดยฉีดสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 รวมทั้ง leukotriene B4 (LTB4) แล้วต่อจากนั้นให้ชายอีกทั้ง 11 คน ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 ก./วัน นาน 12 สัปดาห์ และก็กระทำการวัดระดับ TNF-a, PGE2  แล้วก็ LTB4 ในกระแสเลือดทั้งยังก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ไม่มีความเคลื่อนไหว แสดงว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 กรัม ไม่มีผลยับยั้ง cyclooxygenase 2 และ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเมล็ดงา ความเข้มข้น 25 มคก./มล. (4) รวมทั้งสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก รวมทั้งผล ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร (5) ไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) และเชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การเรียนรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงาดำรวมทั้งงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีลักษณะไอจากโรคไข้หวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มล.ก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงและก็ความถี่ของการไอ คำตอบพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงากว่ากรุ๊ปกินยาหลอก แต่อยู่ในระดับไม่มากเท่าไรนัก และก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็ก 2 กลุ่มต่างมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆก็ตามวิจัยคนไข้ที่บาดเจ็บในโรงพยาบาลทั้งผอง 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาโดยใช้การทาน้ำมันงาพร้อมกันไปกับการรักษาปกติ ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลรักษาปกติเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความร้ายแรงของความเจ็บปวดและก็ทำให้ผู้ป่วยกินยาพาราลดลง
แผนกแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบว่าในเมล็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ภายในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับเพื่อการยับยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้เกิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมผสานกับกระดูกมากเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากนี้ยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถเซซาไม่นจะเข้าไปช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ รวมทั้งช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่สลายตัวในที่สุดก็เป็นโรคมะเร็ง ที่ถือเป็นโรคที่เกิดมากมายเป็นอันดับ 1 ตอนนี้ซึ่งเซลล์ของมะเร็งนั้นจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุว่ามีเส้นโลหิตใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของมะเร็งนั้นๆหลังจากนั้นก็จะแพร่ระบาดไปเรื่อยๆซึ่งสารเซซาไม่น ก็จะเข้าไปคุ้มครองปกป้องเซลล์กับตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งพร้อมทั้งค่อยๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้คืนกลับมา
โดยผลที่เกิดจากการวิจัยในห้องแลปที่ได้ร่วมกับนิสิตปริญญาโท ได้ทดสอบกับไข่ไก่ที่ปกติแล้วหลังจากนั้นได้กระทำฉีดเซลล์หรือพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะกำเนิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นโรคมะเร็ง หลังจากนั้นก็กระทำการฉีดสารเซซาไม่น เข้าไปก็พบว่าการปฏิสังขรณ์ของเซลล์เริ่มกลับคืนมาและก็ได้ทดสอบด้วยการฉีดสารเซซาไม่นเข้าไปในไข่ไก่ปกติ แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของโรคมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการคุ้มครองป้องกันเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ไม่ถูกฉีดสารเซซาไม่นอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษาทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าพอๆกับ 500 มก./กก. น้ำมันจากเมล็ดงาไม่เจาะจงความเข้มข้น พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมทั้งเมื่อฉีดน้ำมันจากเม็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มิลลิลิตร/กิโลกรัม เมื่อป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่สกัดจากมะกอก และน้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-ภรรยา ในขนาด 0.1, 0.5% ของของกินเป็นเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันที่ตับ รวมทั้งในหนูเพศภรรยา เนื้อเยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือ

5

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตคืออะไร ก่อนที่จะพวกเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ประการแรกจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากแร่ต่างๆศูนย์รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งๆที่เกิดขึ้นจากต้นเหตุต่างๆยกตัวอย่างเช่น ขาดสารอาหารต่างๆหลากหลายประเภท โดยยิ่งไปกว่านั้น สิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจเป็นเพราะการอักเสบ จากโรคบางจำพวก ดังเช่น โรคเก๊าท์เป็นต้น แล้วก็โรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้ของชนิด คือนิ่วในถุงน้ำดี แล้วก็นิ่วในระบบทางเดินเยี่ยว และยังสามารถแบ่งแยกนิ่วในทางเดินเยี่ยวได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว ยกตัวอย่างเช่น นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และนิ่วในทอฉี่ ซึ่งนิ่วทั้งสองชนิดนี้ มีความต่างกันทั้งยังในองค์ประกอบ มูลเหตุ และก็การรักษา แต่ในเนื้อหานี้นักเขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีรวมทั้งแร่ นๆดังเช่นว่า ออกซาเลต ยูริก โปรตีน เป็นต้น หรือบางรายอาจจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากสารตกค้างต่างๆอีกทั้งจากสารอาหารที่พวกเรารับประทานเข้าไป หรือกรดบางจำพวกที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคไตอีก
จำพวกของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีส่วนประกอบ 2 ส่วนหมายถึงส่วนที่เป็น แร่ (mineral composition) แล้วก็ส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีประมาณร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่เจอในเยี่ยว ดังเช่นว่า โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นแร่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ ดังเช่นว่า แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต แล้วก็กรดยูริค สามารถจำแนกแยกแยะของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสตรูไวท์(struvite stones) เจอ ปริมาณร้อยละ 15 เกิดในคนไข้ที่มีทางเดินเยี่ยวอักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) พบราวๆจำนวนร้อยละ 6 มีสาเหตุมาจากทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง ได้แก่ เครื่องใน สัตว์ปีก เป็นต้น นิ่วซีสตี (cystine stones) พบราวๆปริมาณร้อยละ 2 มีต้นเหตุที่เกิดจากความไม่ปกติของร่างกาย สำหรับเพื่อการซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นจำพวกที่พบได้บ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอจำนวนร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การศึกษาวิจัยที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วจำพวกนี้ปริมาณร้อยละ 88 รวมทั้งที่ประเทศอเมริกาพบอุบัติการณ์ปริมาณร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตเป็นผลมาจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับธาตุตัวอื่น ยกตัวอย่างเช่น โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต และแปลงเป็นก้อนนิ่วในเวลาต่อมา
นิ่วในไตสามารถเจอได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนกระทั่งคนชรา แต่ว่าพบได้สูงยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยเจอในผู้ชายสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเพศหญิงประมาณ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตอาจกำเนิดกับไตเพียงข้างเดียว โดยช่องทางเกิดใกล้เคียงกันข้างซ้ายรวมทั้งขวาหรือเกิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่ความรุนแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันสังกัดขนาดแล้วก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราวๆ 0.2% ของราษฎร ส่วนในทวีปเอเชียพบได้โดยประมาณ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย พบอัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและก็ในระบบทางเท้าปัสสาวะของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของสามัญชน ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบได้ทั่วไปที่สุดในมวลชน ภาคเหนือและก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอัตรา 188.55 และก็ 174.67 ตามลำดับ จากการศึกษา นิ่วในระบบทางเท้าปัสสาวะ ในปีพุทธศักราช 2552 แยกเป็นชนิดและประเภทตามครอบครัว และก็ หมู่บ้าน ในราษฎรภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมคนที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว รวมทั้ง 348 หมู่บ้าน เรียนด้วยวิธีถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวจำนวน 116 ครอบครัว (จำนวนร้อยละ 21.05) แล้วก็ใน 23 หมู่บ้าน (ปริมาณร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่เจอนิ่วสูงที่สุดหมายถึงในไต ประมาณปริมาณร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการศึกษาเล่าเรียนไม่มากเท่าไรนัก แม้กระนั้นมีรายงานการเรียนพบว่า พบนิ่วมากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและก็ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 3 เท่า แล้วก็พบ การเกิดซ้ำ ข้างใน 2 ปี ข้างหลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วสูงถึง ปริมาณร้อยละ 39
ในขณะนี้โรคนิ่วในไตมีลักษณะท่าทางที่สูงขึ้น ทั้งยังในประเทศไทยแล้วก็ทุกภูมิภาคทั่วทั้งโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งบางทีอาจร้ายแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังแล้วก็โรคไตระยะท้ายที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ ยิ่งไปกว่านี้โรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์กำเนิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้ทั้งยังคนป่วยรวมทั้งรัฐบาลต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย สำหรับการรักษาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้นการหลีกเลี่ยงเหตุ เสี่ยงหรือต้นสายปลายเหตุที่ก่อกำเนิดนิ่ว ดังเช่น พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการรับประทานแคลเซียมเม็ดเสริม ควรเป็นสิ่งที่ จะต้องคำ นึกถึงเพื่อป้องการป้องกันเกิดนิ่ว
สาเหตุของนิ่วในไต เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมากมายสาเหตุ ทั้งยังปัจจัยเสี่ยงทางด้านสภาพแวดล้อม เมตตาบอลิซึม กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต และอุปนิสัยการกินอาหารของตัวผู้ป่วยเอง แต่ว่าต้นสายปลายเหตุที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในเยี่ยวสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับต้นเหตุเสริมเป็น ปริมาตรของฉี่น้อย เป็นเหตุให้เกิดภาวะอิ่มตัวเยี่ยมที่สุดของสารก่อนิ่วในฉี่ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นหลักที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและก็จับกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนกระทั่งแปลงเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยับยั้งนิ่วในเยี่ยวสูงพอเพียงจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ตัวอย่างเช่น สิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต นำมาซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี แล้วก็ขับออกไปพร้อมด้วยน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดน้อยลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยับยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในปัสสาวะหลายอย่างยังทำหน้าที่คุ้มครองการก่อผลึกในปัสสาวะ และเมื่อฉาบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับฉี่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานศึกษาค้นคว้าวิจัยระบุว่า ความไม่ปกติของการสังเคราะห์แล้วก็ลักษณะการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังอาจเป็นผลมาจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ อย่างเช่น การติดเชื้อในระบบฟุตบาทปัสสาวะ โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางชนิดอย่างโรคเกาท์ ไทรอยด์ดำเนินงานเกินธรรมดา โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันเลือดสูง และการรับประทานวิตามินดี และแคลเซียมเม็ดเสริมมากจนเกินไป
ลักษณะของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตโดยมาก คนป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่จะมีอาการแสดงก็เมื่อมีการติดเชื้อโรคซ้ำซ้อนรวมทั้งก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากๆอาจหลุดออกไปกับการขับเยี่ยวโดยไม่ทำให้เกิดอาการหรือความรู้สึกเจ็บปวดใดๆลักษณะของนิ่วในไตอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจวบจนกระทั่งก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนบริเวณไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตและกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้คนเจ็บที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการพวกนี้ตามมา เช่น ปวดบริเวณหลังหรือช่องท้องด้านล่างข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดร้าวลงไปถึงบริเวณขาหนีบ  มีอาการปวดบีบเป็นระยะ และก็ปวดร้ายแรงเป็นพักๆที่รอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู แล้วก็น้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดฉี่บ่อยครั้ง  ปัสสาวะน้อย  เยี่ยวขุ่นหรือมีกลิ่นแรง อาเจียน อ้วก หนาวสั่น จับไข้ แล้วก็ถ้าเกิดก้อนนิ่วมีขนาดเล็กรวมทั้งตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้เกิดลักษณะของการปวดบิดในท้องร้ายแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” คนไข้จะมีลักษณะเคืองเวลาฉี่ ต้องการฉี่ แม้กระนั้นปัสสาวะขัด กะปริดกะปรอย ในเรื่องที่มีการติดโรคแทรกซ้อนจะมีลักษณะอาการไข้ร่วมด้วย ถ้าปลดปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยไม่ได้รับการดูแลและรักษาจะมีผลให้ไตเจ็บเรื้อรัง ทำให้ไตมีรูปร่างและก็ปฏิบัติงานเปลี่ยนไปจากปกติมากขึ้นเรื่อยๆและนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะไตวายท้ายที่สุด
กระบวนการรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจเยี่ยว และก็อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับอาการคนป่วยแล้วก็ดุลพินิจของหมอ ตัวอย่างเช่น

  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากเกินความจำเป็น หรือมีสารป้องกันการเกิดนิ่วที่ไม่พอไหม และก็ตรวจเม็ดเลือดแดงในเยี่ยว ตลอดจนตรวจหาภาวการณ์ติดโรค สามารถทำได้โดยเก็บฉี่ของคนป่วยทั้งสิ้นในช่วง 24 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น หากเริ่มนับจาก 8.00 นาฬิกา ปัจจุบันนี้คนเจ็บจะต้องปัสสาวะทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกคราวจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันต่อไป
  • การวิเคราะห์เลือด ผลของการตรวจเลือดจะสามารถบ่งถึงสุขภาพไตของคนเจ็บ และก็ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคต่างๆได้ รวมทั้งวัดระดับของสารที่อาจจะก่อให้กำเนิดนิ่ว โดยคนเจ็บที่มีนิ่วในไตบางทีอาจตรวจเจอว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเหลือเกิน
  • การตรวจโดยดูจากรูปถ่ายไต แนวทางแบบนี้จะช่วยทำให้หมอสามารถเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินปัสสาวะ การถ่ายภาพไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ ยกตัวอย่างเช่น การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในช่องท้อง ซึ่งอาจจะทำให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางจำพวก การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 วิธีการแบบนี้ หมอบางทีอาจพินิจพิเคราะห์ใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะก่อให้เห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้แล้วก็
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) หากว่าเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถเห็นนิ่วได้ ถ้าหากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถเห็น รวมทั้งการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ รวมทั้งสีนั้นจะถูกขับออกทางไตภายหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆหลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่าง รูปแบบของไต ว่ามีการตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงการทำงานของไต ว่าดีเยี่ยมน้อยแค่ไหน
  • การดูแลรักษานิ่วในไต การดูแลและรักษามีหลายแนวทาง หมอจะตรึกตรองโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อไตร่ตรองเลือกขั้นตอนการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางท่านบางครั้งก็อาจจะสมควรที่จะรักษาด้วยการสลายนิ่ว แม้กระนั้นบางคนไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว บางทีอาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่นๆคนเจ็บควรจะขอคำแนะนำแพทย์ถึงขั้นตอนการต่างๆกลุ่มนี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แพทย์เลือกแนวทางนั้นๆสำหรับการรักษา


การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การดูแลรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. อาจทำได้ด้วยการกินน้ำมากๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมฉี่ รวมทั้งควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) จนเยี่ยวเจือจางฉี่เป็นสีใสๆนิ่วอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต อย่างไรก็ดี ถ้าหากผู้เจ็บป่วยด้วยนิ่วประเภทนี้มีอาการ แพทย์บางทีอาจพิเคราะห์ให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เช่นกัน
แม้กำเนิดก้อนนิ่วเล็กๆที่ทำให้มีการเกิดความเจ็บ แพทย์อาจใช้ยาเพื่อทุเลาลักษณะของการปวด ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล แล้วก็ทุ่งนาพรอกเซน (Naproxen)
นอกนั้น การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งกรรมวิธีรักษา หมอบางทีอาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางเยี่ยว ออกฤทธิ์โดยการทำให้กล้ามบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วแล้วก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก รวมทั้งอาจส่งผลให้เกิดแผลที่ท่อไตหรือการต่อว่าดเชื้อในระบบฟุตบาทเยี่ยว กระทั่งไม่สามารถที่จะหลุดมาเองได้ หมออาจจำต้องใช้การรักษาชนิดอื่นๆดังนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร รักษาด้วยเครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสะเทือนของคลื่นเสียงทำให้นิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆจนถึงสามารถผ่านออกทางการขับฉี่ได้ แนวทางนี้คนป่วยบางทีอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง หมอก็เลยอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อคนไข้สงบหรือทำให้สลบแบบตื้น แนวทางการรักษาใช้เวลาโดยประมาณ 45-60 นาที รวมทั้งอาจส่งผลข้างๆให้เยี่ยวเป็นเลือด มีแผลฟกช้ำดำเขียวด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบรอบๆไตและก็อวัยวะรอบตัว รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านทางเท้าฉี่ออกมา การรักษาโรคนิ่วแนวทางแบบนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจะต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือหลายคราว ไม่สามารถรับรองผลการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปลอดนิ่วที่ 3 เดือนราวๆร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. อาจใช้ตามหลังวิธีการใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่เป็นผล แพทย์อาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กและก็วัสดุสอดเข้าไปรอบๆข้างหลังของคนเจ็บ โดยพักฟื้นที่โรงหมอตรงเวลา 1-2 วัน และก็มีประสิทธิภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร แพทย์อาจใช้กล้องถ่ายรูป Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดฉี่รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้วัสดุจำพวกพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กจนสามารถถูกขับออกมาทางเดินฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมข้างหลังผ่าตัดและช่วยทำให้หายเร็วขึ้น จึงอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดปัสสาวะด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาได้ผลถึง 94 เปอร์เซ็นต์ แม้เป็นนิ่วเขากวางมีกิ่งมากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. แพทย์มักใคร่ครวญเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ดำเนินงานสูง เกิดการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ขึ้นมามากไม่ดีเหมือนปกติ แล้วก็เป็นต้นเหตุให้เกิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่เปลี่ยนไปจากปกตินี้ถ้าเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังที่ได้กล่าวมาแล้วออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดนิ่วในไต

  • รับประทานอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วปริมาณสูงต่อเนื่องดังเช่น รับประทานอาหารมีออกซาเลตสูง ดังเช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงเหมือนไต อาทิเช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บคอยคโคลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด และยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง ดังเช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy และจากพืชบางชนิดดังเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และก็ถั่วชนิดมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของฟุตบาทเยี่ยวทำ ให้มี ปัสสาวะค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ ปัสสาวะ เกิดด้วยเหตุว่า คนเจ็บดื่มน้ำ น้อยกว่าธรรมดา หรือสูญเสียน้ำ ออกมาจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าธรรมดา ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากมายทำ ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง โอกาสที่สารละลายในฉี่จะกลายเป็นผลึกจึงมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ และก็ อาจเกี่ยวโยงกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละแคว้นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การออกกำลังกายอย่างหนัก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และก็ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้เยี่ยวจะมีจำนวนซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดซิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของฉี่ ฉี่ที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากมายอาจเกิดการกลายเป็นผลึกของกรดยูริค แล้วก็ซีสทีน ส่วนปัสสาวะที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจเกิดการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส แล้วก็คาบอเนต ซึ่งคนธรรมดา ในตอน 06.00 น. ฉี่จะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในช่วง 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 ก็เลยมี ช่องทางเกิดผลึกได้ทั้งยังผลึกกรดยูริค และผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้กำเนิดเป็นก้อนนิ่วสุดท้าย
  • โรคเรื้อรังบางจำพวกที่ทำให้ภายในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงยิ่งกว่าปกติได้แก่ โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งคือต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีบทบาทควบคุมหลักการทำงานของแคลเซียม) ปฏิบัติงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงภายในร่างกาย
  • บางทีอาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี และก็แคลเซียมเสริมของกินจำนวนสูงตลอด ด้วยเหตุนั้นการกินวิตามินเกลือแร่กลุ่มนี้เสริมของกิน ควรปรึกษาหมอก่อนเสมอ
  • ยาบางจำพวกทำ ให้เกิดนิ่วได้ตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยว ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่กินอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ทำ ให้เกิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดจากการตกขี้ตะกอนของธาตุต่างๆและก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ได้แก่ ถุงน้ำดี และ ระบบฟุตบาทเยี่ยวของร่างกาย ซึ่งขาดการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและเพื่อคุ้มครองป้องกันนิ่วย้อนกลับไปเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้ว ดังเช่นว่า

  • กินน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรถ้าเกิดว่าไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค แล้วก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นฉี่นาน และพยายามเคลื่อนร่างกายเสมอ
  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลชี้แนะอย่างเคร่งครัด
  • กินยาต่างๆให้ถูกครบสมบูรณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • พิจารณาสีแล้วก็ลักษณะของเยี่ยวเสมอเพื่อรีบพบหมอก่อนนัดเมื่อมีความผิดปกติกำเนิด ขึ้นได้แก่ ขุ่นมากหรือเป็นเลือดแล้วก็เมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรเก็บไว้และจากนั้นจึงนำไปพบแพทย์ เพื่อเรียนรู้ทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการดูแลและรักษาและการดูแลตนเองได้ถูก ซึ่งเมื่อหมอแนะนำให้เก็บนิ่วมาให้แพทย์มอง ควรจะเยี่ยวในกระโถนหรือฉี่ผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • เลี่ยงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้ปริมาณของสิเทรดในเยี่ยวน้อยลง


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดคือ 40-60 ปี และก็อัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ เจอมากถึงปริมาณร้อยละ 50 ภายใน 5 ปี การกระทำตนเพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ควรจะดื่มน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากยิ่งกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของฉี่มากยิ่งกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในฉี่ และลดช่องทางการก่อผลึกนิ่วในระบบฟุตบาทเยี่ยว
  • ควรเลี่ยงการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมาก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในเยี่ยว
  • คนป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารชนิดผักและผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะว่าเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยทำให้จำนวนสิเทรต โพแทสเซียม แล้วก็ pH ของปัสสาวะมากขึ้น และก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต ก็เลยสามารถยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีคุณภาพ
  • กินไขมันจากพืชแล้วก็ไขมันจากปลา ด้วยเหตุว่าไขมันเหล่านี้สามารถลดจำนวนแคลเซียมในเยี่ยวได้ดียิ่งไปกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆก็เลยช่วยลดโอกาสกำเนิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • องค์ประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin และกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นกรด
  • คุณประโยชน์: แบบเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสลด ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การเรียนทางคลินิก: ลดความดันเลือด ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ชิ้งฉ่องสบายขึ้น ผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาฉี่ลดน้อยลง


ขลู่ Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: เจอสารอนุพันธ์ของ eudesmane กลุ่ม cauhtemone และเจอเกลือแร่ sodium chloride เหตุเพราะถูกใจขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับฉี่ ต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มรับประทานรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับปัสสาวะ แก้เยี่ยวพิการ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • สรรพคุณ ทั้งต้น แก้โรคทางเดินฉี่ นิ่ว ขับฉี่ เมนส์มาแตกต่างจากปกติ  แก้เยี่ยวเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับฉี่ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับเยี่ยว แก้นิ่วในทางเดินฉี่ นิ่วในไต เม็ด – ขับฉี่ ราก – ขับปัสสาวะ


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • คุณประโยชน์ ราก – แก้นิ่ว ขับฉี่ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับปัสสาวะ ผลสุก – ขับเยี่ยว ไส้กึ่งกลางสับปะรด – แก้ขัดค่อย เปลือก – ขับฉี่ ทำให้ไตมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จุก – ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว กิ่งก้านสาขา – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ

6

สมุนไพรกระเบาใหญ่
กระเบาใหญ่ Hydnocarpus anthelminthica Pierre
บางถิ่เรียก กระเบาใหญ่ กระค่อยน้ำ กระค่อยแข็ง กาหลง (ภาคกลาง) กระเบา (ทั่วๆไป) กระค่อยตึก (เขมร-ตะวันอก) ตัวโฮ่งจี๊ (จีน) เบา (สุราษฎร์ธานี)
  ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 15-20 มัธยม ลำต้นตรง. ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปขอบขนานปนรูปหอก กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 15-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเบี้ยว ขอบใบเรียบ เนื้อใบดก หมดจด เส้นใบมี 8-10 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแหเห็นได้ชัด ใบแห้งสีน้ำตาลแดง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกไม้มีอย่างละ 5 กลีบ ดอกเพศผู้ สีชมพู มีกลิ่นหอม ออกผู้เดียวๆก้านดอกยาว เกสรเพศผู้มี 5 อัน ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อสั้นๆผล กลมใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร สีขาว ผิวเรียบ มีขน หรือ เกล็ดสีน้ำตาลปนแดงหุ้ม

นิเววิทยาศน์
: ขึ้นตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำ ทางภาคใต้และก็ภาคอีสาน ระดับความสูงจากน้ำทะเล 50-200 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาขับเยี่ยว เม็ด เป็นยาขับพยาธิ เมื่อกระทำบีบเม็ดจะได้นำมันกระค่อย ใช้ทาแก้โรคเรื้อน หรือ โรคชันนะตุ ใช้ทาถูนวดแก้เจ็บท้อง รูมาติเตียนซึม รวมทั้งโรคเก๊าท์

Tags : สมุนไพร

7

สมุนไพรต้นหญ้าพง
หญ้าพง Sorghum halepense (L.) Pers.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าดง ต้นหญ้าปง (ภาคเหนือ) อ้อยลา (ไชยบาดาล)
ไม้ล้มลุก ประเภทต้นหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นสูง 50-150 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขา มักจะมีสีนวลขาว เหง้าใต้ดินสีขาว อาบน้ำ มีกาบห่อ ที่ข้อมีขนเป็นปุกปุย กาบห่อข้อที่โคนมีขน ใบ ใบแรกที่เกิดชอบเป็นกาบสี่เหลี่ยมรูปยาวแคบ มีขน แล้วก็ตลบกลับไปด้านหลัง ยาวพอๆกับกาบของใบที่ 2 กาบใบหมดจด มีตาลายมยาว ที่รอยต่อระหว่างใบแล้วก็กาบมีลิ้นใบยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร บางๆเว้าไร้ระเบียบ ใบแบน กว้าง 8-25 มม. ยาว 30-70 ซม. ขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบข้างบนมีขนเป็นกลุ่ม เส้นกึ่งกลางใบสีออกขาวเห็นได้ชัด สมุนไพร ดอก ออกที่ยอด เป็นช่อกระจัดกระจายโปร่งๆยาว 15-50 เซนติเมตร แตกกิ่งแผ่ขยายออก มีขนสาก ตามง่ามมีขนละเอียด ช่อดอกย่อย (spikelet) สีเขียวอ่อน หรือสีม่วง เป็นเงา ติดเป็นคู่ๆตามศูนย์กลาง ดอกหนึ่งเป็นดอกบริบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งเป็นดอกเพศผู้ มีก้านดอก ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้านช่อ ยาว 4.5-5.5 มิลลิเมตร รูปไข่ มีขนราบวาว ระหว่างที่ดอกบานจะมีขนยาวๆ1 เส้น ยื่นยาวออกไป 1-1.5 ซม. ตกง่าย ช่อดอกย่อยที่มีก้านยาว 5-7 มม. ปลายแหลม อับเรณูสีเหลืองทอง ยาว 2-2.5 มม. ปลายเกสรเพศเมียมีขนยาวละเอียดเป็นพูคล้ายขน โค้งงอ ยาว 3-3.5 มม. สีทอง หรือสีน้ำตาลปนแดง เม็ด รูปไข่อ้วน สีน้ำตาลอมแดง ยาว 2.5-2.75 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าผลัดใบ
คุณประโยชน์ : ต้น ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แม้กระนั้นจะต้องมีการเก็บเกี่ยวทิ้งไว้ระยะหนึ่งก่อนนำไปให้สัตว์กินมิฉะนั้นสัตว์บางทีอาจตายได้ (16, 19) เมล็ด น้ำต้มรับประทานเป็นยาเย็น และก็ขับเยี่ยว

8

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกึ่งกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ต้นไม้ สูง 8-20 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้ทึบ ไม่มีระเบียบ ลำต้นค่อนข้างจะสั้น และก็มักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆจำนวนมากทั้งยังในแนวดิ่งแล้วก็นอน หรือห้อยลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา หรือ ค่อนข้างดำ ข้างในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงกระจาย ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 เซนติเมตร ยาว 8-15 ซม. ปลายใบนกว้างเวิ้ง รวมทั้งมักหยักเว้ากึ่งกลางนิดหน่อย โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา สะอาด เป็นมัน เส้นใบถี่มาก รวมทั้งขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอมหวน ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานเต็มกำลังกว้างราวๆ 2 ซม. กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มม. ชั้นนอกรูปร่างกลมออกจะหนา หมดจด ชั้นในรูปไข่กลับ คล้ายกลีบดอก กลีบมี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มม. ยาว 9-12 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีหลายชิ้น รังไข่ค่อนข้างกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกค่อนข้างครึ้ม

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้ริมฝั่ง ในพื้นที่ที่เป็นหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 ม.
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ แล้วก็ใช้ล้างแผล ต้น แล้วก็ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกอกแก้วัณโรคปอด ถ้าเกิดรับประทานจะก่อให้คลื่นไส้ เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นเหมือนผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับปัสสาวะ ใช้ข้างนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา ถ้าเอามาแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืนจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมยวนใจใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานด้านนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เม็ด ให้น้ำมันแล้วก็ยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางประเภท แก้เหา น้ำมันจากเม็ดทำให้บริสุทธิ์ รับประทานแก้โรคหนองใน

9

ข้าวโพด
ข้าวโพด Zea mays L.
บางถิ่นเรียกว่า ข้าวโพด (ภาคกึ่งกลาง) ข้าวแข่ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ข้าวสาลี ข้าวสาลี (ภาคเหนือ) บือเคส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) โพด (ภาคใต้)
       ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า อายุปีเดียว สูง 0.6-3 มัธยม ที่โคนมักมีรากค้ำจนถึง ใบ รูปแถบกว้าง 3-12 ซม. ยาว 35-100 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ขอบของใบมันสาก รวมทั้งเป็นคลื่น กาบใบหยาบคาย มีขนนุ่ม ขอบเรียบหรือมีขนยาว ลิ้นใบยาว 4-6 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้ อยู่ที่ปลายมีช่อดอกออกทุกด้านของแกนกลาง ช่อดอกที่ปลายยาว 20-40 เซนติเมตร ช่อดอกตามด้านข้าง ยาว 12-30 ซม. ศูนย์กลางเป็นสัน มีขนน้อย ช่อดอกย่อยยาว 8-13 มิลลิเมตร รูปขอบขนาน ปลายแหลม มักมีทาสีม่วง กาบช่อดอกอันด้านล่างบาง มีขน ขอบใบมีขนยาว มีเส้นตามยาว 7-13 เส้น กาบบนคล้ายคลึงกัน มี เส้น 6-8 เส้น กาบดอกที่ 1 สั้นกว่าน้อย มี 3 เส้น กาบบนยาวเท่ากัน มี 2 เส้น อับเรณูยาว 4.5-5.5 มม. สีม่วงหรือเหลือง กาบดอกที่ 2 สั้นกว่ากาบดอกที่ 1 มี 1 เส้น กาบบนใหญ่กว่า ไม่มีสัน เกสรเพศผู้คล้ายดอกที่ 1 ช่อดอกเพศภรรยา ออกตามง่ามใบ โดยมีศูนย์กลางแข็ง มักออกลำพังๆบางโอกาสก็ไม่พบช่อดอกเพศเมียในต้นที่อ่อนแอ แต่ละช่อดอกจะมีกาบ 8-13 กาบหุ้มห่ออยู่ ช่อดอกย่อยมี 8-30 แถว สมุนไพร กาบช่อดอกย่อยอันด้านล่างยาว 3.5-6 มม. รูปไข่กลับ โคนสอบแคบ ปลายตัด มีขนที่ขอบ อันบนรูปรียาว 3-5.5 มิลลิเมตร กาบดอกที่ 1 ใส ไม่มีเส้น กาบบนปลายเว้าเป็นแอ่ง โคนสอบแคบ ไม่มีเส้น กาบดอกที่ 2 ใส ไม่มีเส้น กาบบนโค้งนูนปกคลุมรังไข่ ก้านเกสรเพศเมียที่เรียกว่าฝอยข้าวโพด ยาว 20-30 ซม. สีม่วง เขียว หรือขาว ปลายม่วง แตกเป็นสองแฉกสั้นๆผล หวานใจเรียกว่าเมล็ดข้าวโพด ติดบนแกน (ซังข้าวโพด) มีใบเป็นกาบห่อ ผล รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ปลายแหลม มน หรือตัด โคนแหลม หรือมน มักแบน สีเหลืองอ่อน เหลืองทองคำ แดงอมส้ม หรือสีม่วง

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมริกาเขตร้อน นิยมนำมาปลูกเป็นพืชไร่ทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ผล ใช้ทำแป้งข้าวโพดเมื่อเปียกจะเป็นของกินที่ดีสำหรับคนฟื้นไข้ เนื่องจากเป็นแป้งที่ย่อยง่าย ฝอยข้าวโพดเป็นยาขับปัสสาวะ แล้วก็ทำให้เยื่อบุข้างในเปียกชื้น เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ใช้แก้ขัดค่อยในผู้ที่เป็นโรคโรคหนองใน น้ำมันใช้เข้าครัว เป็นตัวทำละลายของ ergosterol

10

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อพื้นเมืองอื่น  กระบือเจ็ดหัว  กำลังควาย  ลิ้นกระบือ (ภาคกลาง) กะบือ (จังหวัดราชบุรี) ใบท้องแดง (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Excoecaria cochinchinensis Lour.  var.  cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อสกุล  EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) สูงราวๆ 70-150 เซนติเมตร ทุกส่วนมียางขาวเหมือนนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วงใบ เป็นใบคนเดียว ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานปนไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิวเป็นเงา ใบแก่ด้านบนสีเขียว ข้างล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและที่่ยอด มีดอกเพศผู้ เพศภรรยา แล้วก็ดอกบริบูรณ์เพศ อาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ดอกเพศผู้และก็ดอกสมบูรณ์เพศช่อยาวราว 2 ซม. ใบประดับสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศภรรยา กลม ชอบออกครั้งละ 3 ดอก ใบตกแต่งเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็ฏน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กมีดอกตลอดปี ผล เป็นประเภทแก่แล้วแห้ง รู)ร่างออกจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีน นิยมนำมาปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์                                   
สามารถเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุยทั่วๆไป แพร่พันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การทำหมันกิ่ง
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
สมุนไพร ลำต้น รสร้อนขื่น ยางจากลำาต้นเป็นพิษมากมาย ใช้สำหรับในการเบื่อปลา
ใบ  รสร้อนเฝื่อนขื่น รักษาโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบโลหิตบางจำพวก ชาวชวาใช้ใบโขลกเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำรายาหมอแผนไทยนำใบตำผสมกับเหล้ากลั่นคั้นเอาน้ำกินแก้สันนิบาตหน้าเพลิง ยาขับเลือดเสียรวมทั้งขับน้ำคาวปลาในสตรีข้างหลังคลอดบุตร แก้อักเสบรอบๆปากมดลูก
วิธีการใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับน้ำคร่ำข้างหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับรอบเดือน โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกอย่างรอบคอบ ผสมกับสุราโรงน้อย คั้นเอาน้ำเบาๆจิบ เช้า-เย็น
ข้อควรรู้
ไม่ควรใช้ในสตรีที่ตั้งท้อง เพาะถ้าหากใช้ในบริมาณที่มาก อาจจะก่อให้แท้งได้
ใบสดต้นกระบือเจ็ดตัว สามารถเอาไปใช้คุณประโยชน์ทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย เพราะว่ามีสีแดงสดใส

11

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะทัง[/url][/size][/b]
กะทัง Litsea monopetala Pers.
บางถิ่นเรียก กะทัง (ภาคใต้) พอเพียงคราว (นครศรีธรรมราช) โพหน่วย มุหมู (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เมาะโม (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยุ๊กเยา (แพร่) สะหมี่ (ชัยภูมิ) หมี (เมืองจันท์) หมีตุ้ม หมีโป้ง (เชียงใหม่) อีเหม็น (ภาคเหนือ)
       สมุนไพร ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 6-13 ม. กิ่งก้านค่อนข้างใหญ่ มีขน ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแคบ รูปไข่ หรือ รูปไข่กลับ ขนาดของใบแตกต่างกันมาก มีความยาวตั้งแต่ 5-41 ซม. ปลายใบมน กลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลม กลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ข้างบนหมดจดเป็นเงา ข้างล่างมีขน ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล เส้นใบมี 5-10 คู่ เส้นใบย่อยแลเห็นชัดทางข้างล่างของใบ ก้านใบยาว 1.2-2.5 ซม. ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกตามง่ามใบเป็นช่อกลุ่มแบบซี่ร่ม ช่อหนึ่งมีราว 5-6 ดอก ก้านช่อสั้น มีใบประดับประดา 4-5 ใบ กลีบรวมโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-13 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี หรือ ออกจะกลม ยาว 5-7 มม. มีกลีบรวมเป็นฐานรองรับ เมื่อสุกมีสีน้ำเงินอมดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: เจอขึ้นใกล้ลำน้ำ ในป่าเบญจพรรณทั่วไป
สรรพคุณ : ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียและบำรุงธาตุ ผงบดจากเปลือกต้นใช้ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อย ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดรอยแผล หรือ กล้ามทำงานหนัก และยังคงใช้พอกขาสัตว์แก้กระดูกเดาะหรือหัก

Tags : สมุนไพร

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรต้นเอียน[/url][/color][/size][/b]
ต้นเอียน Neolitsea zeylanica Merr. ต้นเหม็นเบื่อ (ภาคใต้)
 ต้นไม้ สูงได้ถึง 15 ม. เปลือกสีเทา หรือเทาอมชมพู เรียบหรือมีรอยแตกตามยาวบางส่วน กิ่งไม้เรียวเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งแบบบันไดเวียน ใบอ่อนสีชมพูอ่อน รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานปนรูปไข่ กว้าง 2-7.5 ซม. ยาว 3.5-14 ซม. ปลายใบเรียวยาว ปลายสุดมน โคนใบแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบางๆข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว เส้นใบมี 3-4 คู่ คู่ล่างสุดยาวขึ้นไปถึงราวตรงกลางใบ ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. ด้านบนเป็นร่อง หมดจด ดอก ออกตามง่ามใบ หรือตามกิ่ง มีตั้งแต่ว่า 1-4 ดอก มีใบแต่งแต้ม 4 ใบ ด้านดอกย่อยมีขน ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร กลีบรวม 4 กลีบ มีขน สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีเกสรเพศผู้ 6 อัน เรียงเป็น 2 วง วงนอก 4 อัน หันหน้าเข้าข้างใน ไม่มีต่อม วงใน 2 อัน หันหน้าเข้าข้างใน มีต่อมที่โคนก้านเกสร 2 ต่อ อับเรณูมี 4 ช่อง ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้เป็นหมัน 6 อัน รูปยาว หรือรูปช้อน เกสรเพศเมียรูปกลม ผล กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-12 มม. เมื่ออ่อนสีเขียวแก่เกือบดำ มีกลีบรวมซึ่งเชื่อมกันเป็นรูปถ้วยรองรับอยู่ บางครั้งอาจจะออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-6 ผล

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทรายรวมทั้งตามหิน
คุณประโยชน์ : ราก ต้น ตำเป็นยาพอกแก้แผลหรือเล็บอักเสบ[/size][/b]

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมงมุม
« เมื่อ: 23-12-2017 , 09:32:07 »

แมงมุม
แมงมุมเป็นชื่อเรียกสัตว์ประเภทแมงหลายชนิดในวงศ์ ทุกประเภทจัดอยู่ในชั้น  Araneae  มีชื่อสามัญว่า spider รับประทานสัตว์เป็นของกิน มีขนาดต่างๆนาๆตามแต่ชนิด  พวกที่ครั้งขนาดเล็กอาจมีลำตัวยาวเพียง ๐.๗  ซม. ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่อาจมีลำตัวยาวถึง ๙ เซนติเมตร พวกที่เจอตามบ้านที่พักรวมทั้งก่อความสกปรกรกมักเป็นแมงมุมที่อยู่สกุล Pholcus หลากหลายประเภท (วงศ์  pholcidae )
แมงกับแมลง
ในทางกีฏวิทยา คำ “แมง” กับ “แมลง” มีความหมายต่างกัน รวมทั้งมักเรียกงวยงงกัน คำ “แมง”ใช้เรียกชื่อสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลายแบบ ซึ่งเมื่อเจริญวัยเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่งส่วนใด กับส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา ๘  หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก ดังเช่น แมงมุม  แมงป่อง แมงดาทะเล ส่วนคำ “แมลง” ใช้เรียกชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายแบบ ซึ่งเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนอย่างชัดเจนเป็นส่วนหัว ส่วนอก แล้วก็ส่วนท้อง  มีขา ๖ ขา เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเพียงพวกเดียวที่มีปีก อาจมีปีก ๑ หรือ ๒ คู่  หรือไม่มีปีกเลยก็ได้ เป็นสัตว์ที่มีมากมายชนิดที่สุดในโลก ตัวอย่างเช่น แมลงสาบ แมลงวัน
ชีววิทยาของแมงมุม
แมงมุมมีลำตัวแบ่งได้เป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหัวกับส่วนอกติดกันเป็นส่วนเดียวคลุมด้วยแผ่นแข็งทั้งด้านหลังและด้านล่าง มีตาเล็กๆข้างละหลายตา ลางประเภทอาจมีได้ถึง  ๘  ตา อยู่ใกล้ๆกัน  (ยกเว้นแมงมุมลางชนิดที่ไม่มีตา ซึ่งมักเป็นแมงมุมที่อาศัยอยู่ในที่มืด เป็นต้นว่าในถ้ำ)  ที่ปากมีเขี้ยวเป็นอวัยวะคู่  มีรูปร่างคล้ายปากคีบหรือคีมหนีบใช้คีบ  จับ  หรือยึดเหยื่อเป็นอาหารได้  ประกอบด้วยข้อฐานปล้องเดียว ส่วนปลายอาจมีรูปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อถึงต่อมพิษที่ฐานปาก  นอกนั้นที่ปากยังมีอวัยวะคู่รูปทรงเหมือนขา แม้กระนั้นสั้นกว่าและก็มักแบนกว่า (มักเจริญก้าวหน้าดีและก็เห็นได้ชัดในตัวผู้ที่ยังไม่โตสุดกำลังรวมทั้งในตัวเมีย) แมงมุมไม่มีหนวด  มีขา ๔ คู่  ที่ขามักมีโครงสร้างพิเศษให้ใช้ถักใยได้ ยกตัวอย่างเช่น มีแผ่นแบนอยู่ระหว่างง่ามเล็บ ส่วนท้องอาจกลมหรือยาวสุดแต่ชนิดของแมงมุมที่ปลายมีท่อเป็นรูเปิดสำหรับปลดปล่อยใยได้  บริเวณด้านล่างของส่วนท้องปล้องที่  ๒  และก็ ๓ มีอวัยวะทำหน้าที่เป็นจมูกสำหรับหายใจ ซึ่งมักเป็นช่อง ภายในมีแผ่นบางๆเรียงทับกันคล้ายกระดาษหนังสือ แมงมุมส่วนมากที่ชาวไทยมองเห็นนั้น  มักเป็นประเภทถักใยกีดขวางผ่านของสัตว์เพื่อจับกินเป็นของกิน เมื่อมีสัตว์มาติดใยและดิ้นรน  แรงกระเทือนจะไปถึงตัวแมงมุมเจ้าของรัง แมงมุมซึ่งมีสายตาไม่ดีก็จะติดตามแนวทางของแรงสั่นสะเทือนนั้นเข้าพบเหยื่อ กัดเหยื่อ รวมทั้งปล่อยน้ำพิษทำให้เหยื่อสลบ  ก่อนจะรับประทานเป็นอาหาร
แมงมุมในประเทศไทย
แมงมุมที่พบในประเทศไทยมีมากมาย  จัดอยู่ในหลายวงศ์  แต่ว่าทุกวงศ์จัดอยู่ในอันดับเดียวกัน เป็น Araneae  ชนิดที่เจอในประเทศไทยนั้น  จำนวนมากไม่มีพิษแรงถึงกับกัดคนให้ปวดหรือตายได้  อาทิเช่น
๑.แมงใย หรือ ตัวหยากไย่  เป็นแมงมุมที่พบตามบ้านที่พักแล้วก็ถักใยจนกระทั่งดูเลอะเทอะแล้วก็รุงรัง  มักเป็นพวกที่จัดอยู่ในสกุล  Pholcus หลายชนิด (วงศ์ Pholcidae )  แมงมุมเหล่านี้มักมีลำตัวสีน้ำตาลหรือสีเทาทึบ หลังท้องสีมักเข้ม ลางประเภทมีลาย จำนวนมากมีลำตัวยาว ๔-๕  มิลลิเมตร ขายาวกว่าลำตัวมาก เป็นยาวราว ๕-๖ ซม.  ทำให้มองเกะกะรวมทั้งเปราะบาง  จึงมีชื่อสามัญว่า  daddy  long-leg  spider  คนไทยลางถิ่น เรียก แมงมุมขี้เถ้า เพราะว่าถักใยทำให้รุงรังและก็มีฝุ่นหรือเถ้าถ่านมาติด ใยแมงมุมที่แมงมุมเหล่านี้ถักทอไว้ภายในบ้าน  โดยยิ่งไปกว่านั้นในครัว  หรือที่อยู่ใกล้เตาไฟ ซึ่งมีเขม่าไฟหรือขี้เถ้าติดอยู่ด้วยกัน แพทย์โบราณใช้เป็นเครื่องยา เรียก หญ้ายองไฟ
๒.แมงมุมทำหลาว เป็นแมงมุม พวกที่ถักใยนอกบ้าน  พบได้มากตามแปลงพืชหรือตามเรือกสวนนา  เป็นแมงมุมที่จัดอยู่ในสกุล  Tetragnatha  หลายชนิด  (สกุล Tetragnathidae ) ซึ่งราษฎรเรียก แมงมุมทำหลาว  เพราะว่าเมื่อสะดุ้ง  แมงมุมพวกนี้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใบไม้  ยื่นขา ๒ คู่แรกไปข้างหน้า ขาคู่ที่ ๔ ยื่นไปข้างหลังอยู่ในระดับเดียวกับลำตัว ขาคู่ที่ ๓ ใช้ยึดเกาะยืนตั้งฉากกับลำตัว มองเหมือนผู้ที่จัดเตรียมพุ่งหลาวลงน้ำ แมงมุมพวกนี้ดักจับเพลี้ยจักจั่นกินเป็นของกิน จัดเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกร
๓.แมงมุมก๋า หรือ ตัวก๋า มีชื่อวิทยาศาสตร์  Heteropodae  venatoria  (Linnaeus ) จัดอยู่ในตระกูล Sparassidae  มีชื่อสามัญว่า  banana  spider ( เพราะพบบ่อยแมงมุมก๋านี้ในโกดังเก็บกล้วย ) เป็นแมงมุมขาดกลาง ตัวผู้ลำตัวยาว ๑.๕-๒  เซนติเมตร  ตัวเมียมีลำตัวยาว  ๒.๕-๓ เซนติเมตร ขายาว ๕-๖ ซม. หัว อก ขา และท้องสีน้ำตาล  ตาสีคล้ำ  ที่หลังอกมีแถบสีดำครึ้มพาดตามแนวขวางด้านหน้า แล้วก็แถบเป็นง่ามคล้ายรูปตัววี (V) ด้านปลายอีก ๑ แถบที่สันหลังท้องมีเส้นสีน้ำตาลแก่พิงมาถึงกึ่งกลาง  อาจเจอจุดสีน้ำตาลแก่เป็นลายด้านข้าง ข้างละ ๔-๕ จุด  มีขนสีน้ำตาลอ่อนรอบๆหน้าและขา  ทำให้มองน่าสะพรึงกลัว แมงมุมประเภทนี้ไม่ถักใย  ออกหากินโดยการจับเหยื่อโดยตรง  เจออาศัยอยู่ตามบ้านเรือนหรือตามคลังสินค้า เป็นแมงมุมที่มีประโยชน์  เนื่องจากชอบรับประทานแมลงสาบ
๔.แมงมุมมดแดง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Myrmarachne  formicaria  Linnaeus  จัดอยู่ในสกุล  Salticidae เป็นแมงมุมจำพวกที่มีรูปร่างเอาอย่างสัตว์อื่น  พบได้บ่อยรวมทั้งมีชุกตามจังหวัดชายหาด  ได้แก่  จังหวัดชลบุรีหรือจังหวัดระยอง มีรูปร่าง   ขนาด  และสีสันใกล้เคียงกับมดแดง  รวมทั้งถูกใจอาศัยปนเปอยู่กับมดแดง แต่ว่าแตกต่างตรงที่เมื่อแมงมุมเหล่านี้กระโดด  จะถักใยทิ้งตัวเพื่อเคลื่อนย้ายได้  เมื่อพิจารณาอย่างระมัดระวังตั้งใจจริง จะพบว่าจำนวนขาและก็ลักษณะอื่นๆไม่เหมือนกับมดแดง

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “หญ้ายองไฟ”รวมทั้ง “แมงมุมตายซาก” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้
๑.หญ้ายองไฟ  แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ใยแมงมุมแมงมุมเหนือเตาไฟในห้องครัวของบ้านไทยในต่างจังหวัดอดีต (เตาไฟใช้ฟืนใช้ถ่าน)  หยากไย่แมงมุมที่มีเขม่า เถ้า  รวมทั้งฝุ่นเกาะอยู่ด้วยนี้ หมอโบราณเรียก  ต้นหญ้ายองไฟ  ลางตำราเรียกเป็น  หยากไย่ไฟ  หรือ  หยากไย่ไฟ  ก็มี  ใช้เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง
สมุนไพร ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  หญ้ายองไฟมีรสเค็ม  เฝื่อนฝาด  มีคุณประโยชน์แก้โลหิต  ฟอกโลหิต  กระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อน  ขับโลหิตเมนส์
ตำรายาไทยหลายขนานเข้า “หญ้ายองไฟ”  เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยา  ๒  ขนาน ขนานแรกเป็นยาแก้กษัยอันกำเนิดเพื่อโชธาตุชื่อ “สันตัปปัคคี” ซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไกษย  ดังนี้ ขนานหนึ่งเล่า  หากมันให้จุกเสียดปวดขบเปนกำลัง  ให้เอาพริกเทศ  ๑๐๘  เม็ด  พริกล่อน  ๑๐๘  เม็ด  ผักกะซับเอาทั้งยังต้นรากใบลูกเอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้าไซห้อย  ๑  หญ้าไซแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท  หญ้ายองไฟ  ๑  บาท  ไพลแห้ง  ๑  บาท  ตำเปนผง  ละลายน้ำสุราน้ำส้มซ่าน้ำขิงน้ำมะนาวน้ำกระเทียมก็ได้  ยักกระสายให้ชอบโรคนั้นเถอะ อีกขนานหนึ่งเป็นยาขับเลือดของสตรีซึ่งมีบันทึกไว้ใน  พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังต่อไปนี้ อนึ่งเอาสหัศคุณเทศ ๑   แก่นแสมทเล  ๑  ต้นหญ้ายองไฟ  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  บดละลายเหล้ากิน  ใหขับเลือดดีนักแล ตำรับยาลางขนาน  ผู้ครอบครองตำรับอาจเขียนตัวยาไว้เป็นปัญหาให้แปลความกันเอาเอง  ดังเช่นว่า  ยาแก้บิดขนานหนึ่ง  เจ้าของยาให้ตำรับยาไว้ว่า “ลุกใต้ดิน  รับประทานท่า  อยู่หลังคา  ขี้ติดอยู่รู  คู่อ้ายบ้า”  ซึ่งก็คือ “รากเจตมูลเพลิงเเดง  ๑  ผักเป็ด ๑  หญ้ายองไฟ ๑  ขี้ยาฝิ่น  ๑  สุราเป็นน้ำกระสาย”
๒. แมงมุมตายซาก  หมอแผนไทยใช้แมงมุมที่ตายแล้วซากแห้งสนิท  ไม่เหม็นและไม่ขึ้นรา  เป็นเครื่องยาในยาไทยโบราณหลายขนาน  ได้แก่  “ยานากพด”  ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ภายในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์  ดังนี้ ยาชื่อนากพด  ท่านให้เอาใบหนาด  ๑  พริกไท  ๑  เบี้ยจั่นเผา  ๑  ขิง ๑  รังหมาร่าเผา  ๑  แมงมุมตายซาก  ๑  ลำพัน  ๑  รวมยา  ๗  สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  บดทำแท่งไว้  แก้ทรางทั้งผอง  แก้ละอองพระบาท  แก้สะพั้น  ทั้งรับประทานทั้งชะโลมดีนัก

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 09:36:51 »

ตระกูลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ เจอตามเทือกเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แล้งได้ เจอตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดิบแล้งทั้งประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาข้างหลังทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดงดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) แล้วก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยนำมาใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดรวมทั้งเต่าบก แต่ที่ใช้กันมากเป็นเต่าท้องนา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

หน้า: [1] 2