แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หนุ่มน้อยคอยรัก007

หน้า: [1] 2
1

สมุนไพรกระเบาใหญ่
กระเบาใหญ่ Hydnocarpus anthelminthica Pierre
บางถิ่เรียก กระเบาใหญ่ กระค่อยน้ำ กระค่อยแข็ง กาหลง (ภาคกลาง) กระเบา (ทั่วๆไป) กระค่อยตึก (เขมร-ตะวันอก) ตัวโฮ่งจี๊ (จีน) เบา (สุราษฎร์ธานี)
  ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 15-20 มัธยม ลำต้นตรง. ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปขอบขนานปนรูปหอก กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 15-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเบี้ยว ขอบใบเรียบ เนื้อใบดก หมดจด เส้นใบมี 8-10 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแหเห็นได้ชัด ใบแห้งสีน้ำตาลแดง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกไม้มีอย่างละ 5 กลีบ ดอกเพศผู้ สีชมพู มีกลิ่นหอม ออกผู้เดียวๆก้านดอกยาว เกสรเพศผู้มี 5 อัน ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อสั้นๆผล กลมใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร สีขาว ผิวเรียบ มีขน หรือ เกล็ดสีน้ำตาลปนแดงหุ้ม

นิเววิทยาศน์
: ขึ้นตามป่าดงดิบใกล้ริมน้ำ ทางภาคใต้และก็ภาคอีสาน ระดับความสูงจากน้ำทะเล 50-200 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาขับเยี่ยว เม็ด เป็นยาขับพยาธิ เมื่อกระทำบีบเม็ดจะได้นำมันกระค่อย ใช้ทาแก้โรคเรื้อน หรือ โรคชันนะตุ ใช้ทาถูนวดแก้เจ็บท้อง รูมาติเตียนซึม รวมทั้งโรคเก๊าท์

Tags : สมุนไพร

2

สมุนไพรต้นหญ้าพง
หญ้าพง Sorghum halepense (L.) Pers.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าดง ต้นหญ้าปง (ภาคเหนือ) อ้อยลา (ไชยบาดาล)
ไม้ล้มลุก ประเภทต้นหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นสูง 50-150 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขา มักจะมีสีนวลขาว เหง้าใต้ดินสีขาว อาบน้ำ มีกาบห่อ ที่ข้อมีขนเป็นปุกปุย กาบห่อข้อที่โคนมีขน ใบ ใบแรกที่เกิดชอบเป็นกาบสี่เหลี่ยมรูปยาวแคบ มีขน แล้วก็ตลบกลับไปด้านหลัง ยาวพอๆกับกาบของใบที่ 2 กาบใบหมดจด มีตาลายมยาว ที่รอยต่อระหว่างใบแล้วก็กาบมีลิ้นใบยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร บางๆเว้าไร้ระเบียบ ใบแบน กว้าง 8-25 มม. ยาว 30-70 ซม. ขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบข้างบนมีขนเป็นกลุ่ม เส้นกึ่งกลางใบสีออกขาวเห็นได้ชัด สมุนไพร ดอก ออกที่ยอด เป็นช่อกระจัดกระจายโปร่งๆยาว 15-50 เซนติเมตร แตกกิ่งแผ่ขยายออก มีขนสาก ตามง่ามมีขนละเอียด ช่อดอกย่อย (spikelet) สีเขียวอ่อน หรือสีม่วง เป็นเงา ติดเป็นคู่ๆตามศูนย์กลาง ดอกหนึ่งเป็นดอกบริบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งเป็นดอกเพศผู้ มีก้านดอก ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้านช่อ ยาว 4.5-5.5 มิลลิเมตร รูปไข่ มีขนราบวาว ระหว่างที่ดอกบานจะมีขนยาวๆ1 เส้น ยื่นยาวออกไป 1-1.5 ซม. ตกง่าย ช่อดอกย่อยที่มีก้านยาว 5-7 มม. ปลายแหลม อับเรณูสีเหลืองทอง ยาว 2-2.5 มม. ปลายเกสรเพศเมียมีขนยาวละเอียดเป็นพูคล้ายขน โค้งงอ ยาว 3-3.5 มม. สีทอง หรือสีน้ำตาลปนแดง เม็ด รูปไข่อ้วน สีน้ำตาลอมแดง ยาว 2.5-2.75 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าผลัดใบ
คุณประโยชน์ : ต้น ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แม้กระนั้นจะต้องมีการเก็บเกี่ยวทิ้งไว้ระยะหนึ่งก่อนนำไปให้สัตว์กินมิฉะนั้นสัตว์บางทีอาจตายได้ (16, 19) เมล็ด น้ำต้มรับประทานเป็นยาเย็น และก็ขับเยี่ยว

3

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกึ่งกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ต้นไม้ สูง 8-20 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้ทึบ ไม่มีระเบียบ ลำต้นค่อนข้างจะสั้น และก็มักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆจำนวนมากทั้งยังในแนวดิ่งแล้วก็นอน หรือห้อยลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา หรือ ค่อนข้างดำ ข้างในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงกระจาย ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 เซนติเมตร ยาว 8-15 ซม. ปลายใบนกว้างเวิ้ง รวมทั้งมักหยักเว้ากึ่งกลางนิดหน่อย โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา สะอาด เป็นมัน เส้นใบถี่มาก รวมทั้งขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอมหวน ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานเต็มกำลังกว้างราวๆ 2 ซม. กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มม. ชั้นนอกรูปร่างกลมออกจะหนา หมดจด ชั้นในรูปไข่กลับ คล้ายกลีบดอก กลีบมี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มม. ยาว 9-12 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีหลายชิ้น รังไข่ค่อนข้างกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกค่อนข้างครึ้ม

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้ริมฝั่ง ในพื้นที่ที่เป็นหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 ม.
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ แล้วก็ใช้ล้างแผล ต้น แล้วก็ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกอกแก้วัณโรคปอด ถ้าเกิดรับประทานจะก่อให้คลื่นไส้ เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นเหมือนผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับปัสสาวะ ใช้ข้างนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา ถ้าเอามาแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืนจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมยวนใจใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานด้านนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เม็ด ให้น้ำมันแล้วก็ยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางประเภท แก้เหา น้ำมันจากเม็ดทำให้บริสุทธิ์ รับประทานแก้โรคหนองใน

4

ข้าวโพด
ข้าวโพด Zea mays L.
บางถิ่นเรียกว่า ข้าวโพด (ภาคกึ่งกลาง) ข้าวแข่ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ข้าวสาลี ข้าวสาลี (ภาคเหนือ) บือเคส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) โพด (ภาคใต้)
       ไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า อายุปีเดียว สูง 0.6-3 มัธยม ที่โคนมักมีรากค้ำจนถึง ใบ รูปแถบกว้าง 3-12 ซม. ยาว 35-100 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ขอบของใบมันสาก รวมทั้งเป็นคลื่น กาบใบหยาบคาย มีขนนุ่ม ขอบเรียบหรือมีขนยาว ลิ้นใบยาว 4-6 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้ อยู่ที่ปลายมีช่อดอกออกทุกด้านของแกนกลาง ช่อดอกที่ปลายยาว 20-40 เซนติเมตร ช่อดอกตามด้านข้าง ยาว 12-30 ซม. ศูนย์กลางเป็นสัน มีขนน้อย ช่อดอกย่อยยาว 8-13 มิลลิเมตร รูปขอบขนาน ปลายแหลม มักมีทาสีม่วง กาบช่อดอกอันด้านล่างบาง มีขน ขอบใบมีขนยาว มีเส้นตามยาว 7-13 เส้น กาบบนคล้ายคลึงกัน มี เส้น 6-8 เส้น กาบดอกที่ 1 สั้นกว่าน้อย มี 3 เส้น กาบบนยาวเท่ากัน มี 2 เส้น อับเรณูยาว 4.5-5.5 มม. สีม่วงหรือเหลือง กาบดอกที่ 2 สั้นกว่ากาบดอกที่ 1 มี 1 เส้น กาบบนใหญ่กว่า ไม่มีสัน เกสรเพศผู้คล้ายดอกที่ 1 ช่อดอกเพศภรรยา ออกตามง่ามใบ โดยมีศูนย์กลางแข็ง มักออกลำพังๆบางโอกาสก็ไม่พบช่อดอกเพศเมียในต้นที่อ่อนแอ แต่ละช่อดอกจะมีกาบ 8-13 กาบหุ้มห่ออยู่ ช่อดอกย่อยมี 8-30 แถว สมุนไพร กาบช่อดอกย่อยอันด้านล่างยาว 3.5-6 มม. รูปไข่กลับ โคนสอบแคบ ปลายตัด มีขนที่ขอบ อันบนรูปรียาว 3-5.5 มิลลิเมตร กาบดอกที่ 1 ใส ไม่มีเส้น กาบบนปลายเว้าเป็นแอ่ง โคนสอบแคบ ไม่มีเส้น กาบดอกที่ 2 ใส ไม่มีเส้น กาบบนโค้งนูนปกคลุมรังไข่ ก้านเกสรเพศเมียที่เรียกว่าฝอยข้าวโพด ยาว 20-30 ซม. สีม่วง เขียว หรือขาว ปลายม่วง แตกเป็นสองแฉกสั้นๆผล หวานใจเรียกว่าเมล็ดข้าวโพด ติดบนแกน (ซังข้าวโพด) มีใบเป็นกาบห่อ ผล รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ปลายแหลม มน หรือตัด โคนแหลม หรือมน มักแบน สีเหลืองอ่อน เหลืองทองคำ แดงอมส้ม หรือสีม่วง

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมริกาเขตร้อน นิยมนำมาปลูกเป็นพืชไร่ทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ผล ใช้ทำแป้งข้าวโพดเมื่อเปียกจะเป็นของกินที่ดีสำหรับคนฟื้นไข้ เนื่องจากเป็นแป้งที่ย่อยง่าย ฝอยข้าวโพดเป็นยาขับปัสสาวะ แล้วก็ทำให้เยื่อบุข้างในเปียกชื้น เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ใช้แก้ขัดค่อยในผู้ที่เป็นโรคโรคหนองใน น้ำมันใช้เข้าครัว เป็นตัวทำละลายของ ergosterol

5

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อพื้นเมืองอื่น  กระบือเจ็ดหัว  กำลังควาย  ลิ้นกระบือ (ภาคกลาง) กะบือ (จังหวัดราชบุรี) ใบท้องแดง (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Excoecaria cochinchinensis Lour.  var.  cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อสกุล  EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) สูงราวๆ 70-150 เซนติเมตร ทุกส่วนมียางขาวเหมือนนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วงใบ เป็นใบคนเดียว ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานปนไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิวเป็นเงา ใบแก่ด้านบนสีเขียว ข้างล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและที่่ยอด มีดอกเพศผู้ เพศภรรยา แล้วก็ดอกบริบูรณ์เพศ อาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ดอกเพศผู้และก็ดอกสมบูรณ์เพศช่อยาวราว 2 ซม. ใบประดับสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศภรรยา กลม ชอบออกครั้งละ 3 ดอก ใบตกแต่งเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็ฏน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กมีดอกตลอดปี ผล เป็นประเภทแก่แล้วแห้ง รู)ร่างออกจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีน นิยมนำมาปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์                                   
สามารถเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุยทั่วๆไป แพร่พันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การทำหมันกิ่ง
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
สมุนไพร ลำต้น รสร้อนขื่น ยางจากลำาต้นเป็นพิษมากมาย ใช้สำหรับในการเบื่อปลา
ใบ  รสร้อนเฝื่อนขื่น รักษาโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบโลหิตบางจำพวก ชาวชวาใช้ใบโขลกเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำรายาหมอแผนไทยนำใบตำผสมกับเหล้ากลั่นคั้นเอาน้ำกินแก้สันนิบาตหน้าเพลิง ยาขับเลือดเสียรวมทั้งขับน้ำคาวปลาในสตรีข้างหลังคลอดบุตร แก้อักเสบรอบๆปากมดลูก
วิธีการใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับน้ำคร่ำข้างหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับรอบเดือน โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกอย่างรอบคอบ ผสมกับสุราโรงน้อย คั้นเอาน้ำเบาๆจิบ เช้า-เย็น
ข้อควรรู้
ไม่ควรใช้ในสตรีที่ตั้งท้อง เพาะถ้าหากใช้ในบริมาณที่มาก อาจจะก่อให้แท้งได้
ใบสดต้นกระบือเจ็ดตัว สามารถเอาไปใช้คุณประโยชน์ทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย เพราะว่ามีสีแดงสดใส

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะทัง[/url][/size][/b]
กะทัง Litsea monopetala Pers.
บางถิ่นเรียก กะทัง (ภาคใต้) พอเพียงคราว (นครศรีธรรมราช) โพหน่วย มุหมู (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เมาะโม (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยุ๊กเยา (แพร่) สะหมี่ (ชัยภูมิ) หมี (เมืองจันท์) หมีตุ้ม หมีโป้ง (เชียงใหม่) อีเหม็น (ภาคเหนือ)
       สมุนไพร ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 6-13 ม. กิ่งก้านค่อนข้างใหญ่ มีขน ใบ คนเดียว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแคบ รูปไข่ หรือ รูปไข่กลับ ขนาดของใบแตกต่างกันมาก มีความยาวตั้งแต่ 5-41 ซม. ปลายใบมน กลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลม กลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ข้างบนหมดจดเป็นเงา ข้างล่างมีขน ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล เส้นใบมี 5-10 คู่ เส้นใบย่อยแลเห็นชัดทางข้างล่างของใบ ก้านใบยาว 1.2-2.5 ซม. ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกตามง่ามใบเป็นช่อกลุ่มแบบซี่ร่ม ช่อหนึ่งมีราว 5-6 ดอก ก้านช่อสั้น มีใบประดับประดา 4-5 ใบ กลีบรวมโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-13 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี หรือ ออกจะกลม ยาว 5-7 มม. มีกลีบรวมเป็นฐานรองรับ เมื่อสุกมีสีน้ำเงินอมดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: เจอขึ้นใกล้ลำน้ำ ในป่าเบญจพรรณทั่วไป
สรรพคุณ : ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียและบำรุงธาตุ ผงบดจากเปลือกต้นใช้ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อย ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดรอยแผล หรือ กล้ามทำงานหนัก และยังคงใช้พอกขาสัตว์แก้กระดูกเดาะหรือหัก

Tags : สมุนไพร

7

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรต้นเอียน[/url][/color][/size][/b]
ต้นเอียน Neolitsea zeylanica Merr. ต้นเหม็นเบื่อ (ภาคใต้)
 ต้นไม้ สูงได้ถึง 15 ม. เปลือกสีเทา หรือเทาอมชมพู เรียบหรือมีรอยแตกตามยาวบางส่วน กิ่งไม้เรียวเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งแบบบันไดเวียน ใบอ่อนสีชมพูอ่อน รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานปนรูปไข่ กว้าง 2-7.5 ซม. ยาว 3.5-14 ซม. ปลายใบเรียวยาว ปลายสุดมน โคนใบแหลม เนื้อใบคล้ายแผ่นหนังบางๆข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว เส้นใบมี 3-4 คู่ คู่ล่างสุดยาวขึ้นไปถึงราวตรงกลางใบ ก้านใบยาว 0.5-2 ซม. ด้านบนเป็นร่อง หมดจด ดอก ออกตามง่ามใบ หรือตามกิ่ง มีตั้งแต่ว่า 1-4 ดอก มีใบแต่งแต้ม 4 ใบ ด้านดอกย่อยมีขน ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร กลีบรวม 4 กลีบ มีขน สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีเกสรเพศผู้ 6 อัน เรียงเป็น 2 วง วงนอก 4 อัน หันหน้าเข้าข้างใน ไม่มีต่อม วงใน 2 อัน หันหน้าเข้าข้างใน มีต่อมที่โคนก้านเกสร 2 ต่อ อับเรณูมี 4 ช่อง ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้เป็นหมัน 6 อัน รูปยาว หรือรูปช้อน เกสรเพศเมียรูปกลม ผล กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-12 มม. เมื่ออ่อนสีเขียวแก่เกือบดำ มีกลีบรวมซึ่งเชื่อมกันเป็นรูปถ้วยรองรับอยู่ บางครั้งอาจจะออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-6 ผล

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทรายรวมทั้งตามหิน
คุณประโยชน์ : ราก ต้น ตำเป็นยาพอกแก้แผลหรือเล็บอักเสบ[/size][/b]

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมงมุม
« เมื่อ: 23-12-2017 , 09:32:07 »

แมงมุม
แมงมุมเป็นชื่อเรียกสัตว์ประเภทแมงหลายชนิดในวงศ์ ทุกประเภทจัดอยู่ในชั้น  Araneae  มีชื่อสามัญว่า spider รับประทานสัตว์เป็นของกิน มีขนาดต่างๆนาๆตามแต่ชนิด  พวกที่ครั้งขนาดเล็กอาจมีลำตัวยาวเพียง ๐.๗  ซม. ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่อาจมีลำตัวยาวถึง ๙ เซนติเมตร พวกที่เจอตามบ้านที่พักรวมทั้งก่อความสกปรกรกมักเป็นแมงมุมที่อยู่สกุล Pholcus หลากหลายประเภท (วงศ์  pholcidae )
แมงกับแมลง
ในทางกีฏวิทยา คำ “แมง” กับ “แมลง” มีความหมายต่างกัน รวมทั้งมักเรียกงวยงงกัน คำ “แมง”ใช้เรียกชื่อสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลายแบบ ซึ่งเมื่อเจริญวัยเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่งส่วนใด กับส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา ๘  หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก ดังเช่น แมงมุม  แมงป่อง แมงดาทะเล ส่วนคำ “แมลง” ใช้เรียกชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายแบบ ซึ่งเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนอย่างชัดเจนเป็นส่วนหัว ส่วนอก แล้วก็ส่วนท้อง  มีขา ๖ ขา เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเพียงพวกเดียวที่มีปีก อาจมีปีก ๑ หรือ ๒ คู่  หรือไม่มีปีกเลยก็ได้ เป็นสัตว์ที่มีมากมายชนิดที่สุดในโลก ตัวอย่างเช่น แมลงสาบ แมลงวัน
ชีววิทยาของแมงมุม
แมงมุมมีลำตัวแบ่งได้เป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหัวกับส่วนอกติดกันเป็นส่วนเดียวคลุมด้วยแผ่นแข็งทั้งด้านหลังและด้านล่าง มีตาเล็กๆข้างละหลายตา ลางประเภทอาจมีได้ถึง  ๘  ตา อยู่ใกล้ๆกัน  (ยกเว้นแมงมุมลางชนิดที่ไม่มีตา ซึ่งมักเป็นแมงมุมที่อาศัยอยู่ในที่มืด เป็นต้นว่าในถ้ำ)  ที่ปากมีเขี้ยวเป็นอวัยวะคู่  มีรูปร่างคล้ายปากคีบหรือคีมหนีบใช้คีบ  จับ  หรือยึดเหยื่อเป็นอาหารได้  ประกอบด้วยข้อฐานปล้องเดียว ส่วนปลายอาจมีรูปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อถึงต่อมพิษที่ฐานปาก  นอกนั้นที่ปากยังมีอวัยวะคู่รูปทรงเหมือนขา แม้กระนั้นสั้นกว่าและก็มักแบนกว่า (มักเจริญก้าวหน้าดีและก็เห็นได้ชัดในตัวผู้ที่ยังไม่โตสุดกำลังรวมทั้งในตัวเมีย) แมงมุมไม่มีหนวด  มีขา ๔ คู่  ที่ขามักมีโครงสร้างพิเศษให้ใช้ถักใยได้ ยกตัวอย่างเช่น มีแผ่นแบนอยู่ระหว่างง่ามเล็บ ส่วนท้องอาจกลมหรือยาวสุดแต่ชนิดของแมงมุมที่ปลายมีท่อเป็นรูเปิดสำหรับปลดปล่อยใยได้  บริเวณด้านล่างของส่วนท้องปล้องที่  ๒  และก็ ๓ มีอวัยวะทำหน้าที่เป็นจมูกสำหรับหายใจ ซึ่งมักเป็นช่อง ภายในมีแผ่นบางๆเรียงทับกันคล้ายกระดาษหนังสือ แมงมุมส่วนมากที่ชาวไทยมองเห็นนั้น  มักเป็นประเภทถักใยกีดขวางผ่านของสัตว์เพื่อจับกินเป็นของกิน เมื่อมีสัตว์มาติดใยและดิ้นรน  แรงกระเทือนจะไปถึงตัวแมงมุมเจ้าของรัง แมงมุมซึ่งมีสายตาไม่ดีก็จะติดตามแนวทางของแรงสั่นสะเทือนนั้นเข้าพบเหยื่อ กัดเหยื่อ รวมทั้งปล่อยน้ำพิษทำให้เหยื่อสลบ  ก่อนจะรับประทานเป็นอาหาร
แมงมุมในประเทศไทย
แมงมุมที่พบในประเทศไทยมีมากมาย  จัดอยู่ในหลายวงศ์  แต่ว่าทุกวงศ์จัดอยู่ในอันดับเดียวกัน เป็น Araneae  ชนิดที่เจอในประเทศไทยนั้น  จำนวนมากไม่มีพิษแรงถึงกับกัดคนให้ปวดหรือตายได้  อาทิเช่น
๑.แมงใย หรือ ตัวหยากไย่  เป็นแมงมุมที่พบตามบ้านที่พักแล้วก็ถักใยจนกระทั่งดูเลอะเทอะแล้วก็รุงรัง  มักเป็นพวกที่จัดอยู่ในสกุล  Pholcus หลายชนิด (วงศ์ Pholcidae )  แมงมุมเหล่านี้มักมีลำตัวสีน้ำตาลหรือสีเทาทึบ หลังท้องสีมักเข้ม ลางประเภทมีลาย จำนวนมากมีลำตัวยาว ๔-๕  มิลลิเมตร ขายาวกว่าลำตัวมาก เป็นยาวราว ๕-๖ ซม.  ทำให้มองเกะกะรวมทั้งเปราะบาง  จึงมีชื่อสามัญว่า  daddy  long-leg  spider  คนไทยลางถิ่น เรียก แมงมุมขี้เถ้า เพราะว่าถักใยทำให้รุงรังและก็มีฝุ่นหรือเถ้าถ่านมาติด ใยแมงมุมที่แมงมุมเหล่านี้ถักทอไว้ภายในบ้าน  โดยยิ่งไปกว่านั้นในครัว  หรือที่อยู่ใกล้เตาไฟ ซึ่งมีเขม่าไฟหรือขี้เถ้าติดอยู่ด้วยกัน แพทย์โบราณใช้เป็นเครื่องยา เรียก หญ้ายองไฟ
๒.แมงมุมทำหลาว เป็นแมงมุม พวกที่ถักใยนอกบ้าน  พบได้มากตามแปลงพืชหรือตามเรือกสวนนา  เป็นแมงมุมที่จัดอยู่ในสกุล  Tetragnatha  หลายชนิด  (สกุล Tetragnathidae ) ซึ่งราษฎรเรียก แมงมุมทำหลาว  เพราะว่าเมื่อสะดุ้ง  แมงมุมพวกนี้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใบไม้  ยื่นขา ๒ คู่แรกไปข้างหน้า ขาคู่ที่ ๔ ยื่นไปข้างหลังอยู่ในระดับเดียวกับลำตัว ขาคู่ที่ ๓ ใช้ยึดเกาะยืนตั้งฉากกับลำตัว มองเหมือนผู้ที่จัดเตรียมพุ่งหลาวลงน้ำ แมงมุมพวกนี้ดักจับเพลี้ยจักจั่นกินเป็นของกิน จัดเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกร
๓.แมงมุมก๋า หรือ ตัวก๋า มีชื่อวิทยาศาสตร์  Heteropodae  venatoria  (Linnaeus ) จัดอยู่ในตระกูล Sparassidae  มีชื่อสามัญว่า  banana  spider ( เพราะพบบ่อยแมงมุมก๋านี้ในโกดังเก็บกล้วย ) เป็นแมงมุมขาดกลาง ตัวผู้ลำตัวยาว ๑.๕-๒  เซนติเมตร  ตัวเมียมีลำตัวยาว  ๒.๕-๓ เซนติเมตร ขายาว ๕-๖ ซม. หัว อก ขา และท้องสีน้ำตาล  ตาสีคล้ำ  ที่หลังอกมีแถบสีดำครึ้มพาดตามแนวขวางด้านหน้า แล้วก็แถบเป็นง่ามคล้ายรูปตัววี (V) ด้านปลายอีก ๑ แถบที่สันหลังท้องมีเส้นสีน้ำตาลแก่พิงมาถึงกึ่งกลาง  อาจเจอจุดสีน้ำตาลแก่เป็นลายด้านข้าง ข้างละ ๔-๕ จุด  มีขนสีน้ำตาลอ่อนรอบๆหน้าและขา  ทำให้มองน่าสะพรึงกลัว แมงมุมประเภทนี้ไม่ถักใย  ออกหากินโดยการจับเหยื่อโดยตรง  เจออาศัยอยู่ตามบ้านเรือนหรือตามคลังสินค้า เป็นแมงมุมที่มีประโยชน์  เนื่องจากชอบรับประทานแมลงสาบ
๔.แมงมุมมดแดง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Myrmarachne  formicaria  Linnaeus  จัดอยู่ในสกุล  Salticidae เป็นแมงมุมจำพวกที่มีรูปร่างเอาอย่างสัตว์อื่น  พบได้บ่อยรวมทั้งมีชุกตามจังหวัดชายหาด  ได้แก่  จังหวัดชลบุรีหรือจังหวัดระยอง มีรูปร่าง   ขนาด  และสีสันใกล้เคียงกับมดแดง  รวมทั้งถูกใจอาศัยปนเปอยู่กับมดแดง แต่ว่าแตกต่างตรงที่เมื่อแมงมุมเหล่านี้กระโดด  จะถักใยทิ้งตัวเพื่อเคลื่อนย้ายได้  เมื่อพิจารณาอย่างระมัดระวังตั้งใจจริง จะพบว่าจำนวนขาและก็ลักษณะอื่นๆไม่เหมือนกับมดแดง

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “หญ้ายองไฟ”รวมทั้ง “แมงมุมตายซาก” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้
๑.หญ้ายองไฟ  แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ใยแมงมุมแมงมุมเหนือเตาไฟในห้องครัวของบ้านไทยในต่างจังหวัดอดีต (เตาไฟใช้ฟืนใช้ถ่าน)  หยากไย่แมงมุมที่มีเขม่า เถ้า  รวมทั้งฝุ่นเกาะอยู่ด้วยนี้ หมอโบราณเรียก  ต้นหญ้ายองไฟ  ลางตำราเรียกเป็น  หยากไย่ไฟ  หรือ  หยากไย่ไฟ  ก็มี  ใช้เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง
สมุนไพร ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  หญ้ายองไฟมีรสเค็ม  เฝื่อนฝาด  มีคุณประโยชน์แก้โลหิต  ฟอกโลหิต  กระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อน  ขับโลหิตเมนส์
ตำรายาไทยหลายขนานเข้า “หญ้ายองไฟ”  เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยา  ๒  ขนาน ขนานแรกเป็นยาแก้กษัยอันกำเนิดเพื่อโชธาตุชื่อ “สันตัปปัคคี” ซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไกษย  ดังนี้ ขนานหนึ่งเล่า  หากมันให้จุกเสียดปวดขบเปนกำลัง  ให้เอาพริกเทศ  ๑๐๘  เม็ด  พริกล่อน  ๑๐๘  เม็ด  ผักกะซับเอาทั้งยังต้นรากใบลูกเอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้าไซห้อย  ๑  หญ้าไซแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท  หญ้ายองไฟ  ๑  บาท  ไพลแห้ง  ๑  บาท  ตำเปนผง  ละลายน้ำสุราน้ำส้มซ่าน้ำขิงน้ำมะนาวน้ำกระเทียมก็ได้  ยักกระสายให้ชอบโรคนั้นเถอะ อีกขนานหนึ่งเป็นยาขับเลือดของสตรีซึ่งมีบันทึกไว้ใน  พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังต่อไปนี้ อนึ่งเอาสหัศคุณเทศ ๑   แก่นแสมทเล  ๑  ต้นหญ้ายองไฟ  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  บดละลายเหล้ากิน  ใหขับเลือดดีนักแล ตำรับยาลางขนาน  ผู้ครอบครองตำรับอาจเขียนตัวยาไว้เป็นปัญหาให้แปลความกันเอาเอง  ดังเช่นว่า  ยาแก้บิดขนานหนึ่ง  เจ้าของยาให้ตำรับยาไว้ว่า “ลุกใต้ดิน  รับประทานท่า  อยู่หลังคา  ขี้ติดอยู่รู  คู่อ้ายบ้า”  ซึ่งก็คือ “รากเจตมูลเพลิงเเดง  ๑  ผักเป็ด ๑  หญ้ายองไฟ ๑  ขี้ยาฝิ่น  ๑  สุราเป็นน้ำกระสาย”
๒. แมงมุมตายซาก  หมอแผนไทยใช้แมงมุมที่ตายแล้วซากแห้งสนิท  ไม่เหม็นและไม่ขึ้นรา  เป็นเครื่องยาในยาไทยโบราณหลายขนาน  ได้แก่  “ยานากพด”  ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ภายในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์  ดังนี้ ยาชื่อนากพด  ท่านให้เอาใบหนาด  ๑  พริกไท  ๑  เบี้ยจั่นเผา  ๑  ขิง ๑  รังหมาร่าเผา  ๑  แมงมุมตายซาก  ๑  ลำพัน  ๑  รวมยา  ๗  สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  บดทำแท่งไว้  แก้ทรางทั้งผอง  แก้ละอองพระบาท  แก้สะพั้น  ทั้งรับประทานทั้งชะโลมดีนัก

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: 18-12-2017 , 09:36:51 »

ตระกูลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ ซม.
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ เจอตามเทือกเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แล้งได้ เจอตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดิบแล้งทั้งประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาข้างหลังทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดงดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และก็ภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อยเป็นเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) แล้วก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยนำมาใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดรวมทั้งเต่าบก แต่ที่ใช้กันมากเป็นเต่าท้องนา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

11
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบ
ครุฑตีนตะพาบน้ำ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบน้ำ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร เกลี้ยง. ใบ ผู้เดียว หรือ ใบประกอบประเภท 3 ใบ ชิดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบส่วนมากยาวราวๆ 6 ซม. แต่ยาวถึง 28 เซนติเมตร ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่านศูนย์กลางส่วนใหญ่ประมาณ 8 เซนติเมตร แต่บางทีอาจกว้างถึง 28 เซนติเมตรขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ สมุนไพรขอบของใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกึ่งกลางใบและเส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม ศูนย์กลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกแขนงตั้งฉากกับศูนย์กลาง ยาว 15-30 ซม. มีดอกติดเป็นกระจุกๆแบบดอกผักชี กลุ่มละประมาณ 8-16 ดอก ก้านดอกยาวราวๆ 3 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ มีขนาดเล็ก กลีบดอกไม้ 4-5 กลีบ ยาวราวๆ 2 มม. เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรเมีย 1 อัน รูปลูกข่าง ภายในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารเมียตอนต้นตั้งตรง ถัดมาจะโค้งงอ. ผล รูปเกือบกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่านศูนย์กลาง ราว 5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ใบ มีกลิ่นหอมหวนสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมและคุ้มครองป้องกันศีรษะล้านได้ ราก ขับปัสสาวะ ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับฉี่

12

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร และเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีคุณประโยชน์ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและก็เรอ ดังนั้นน้ำขิงนอกจากจะช่วยละลายยาให้กินยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่าลิ้มลองเพิ่มขึ้นอีกทั้งมีสรรพคุณทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้ตระเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งสดแล้วก็แห้งทั้งยังหินอ่อนรวมทั้งขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำกับข้าวที่ไม่ต้องการรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อาเจียน สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาในขณะที่ ๕๓ ในตำราพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกจำพวกนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแท้แต่หมอผู้วางยาจะยักน้ำกระสายให้จำเป็นต้องโรคต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนทั้ง ๕ รากเจตมูลเพลิง ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือสินเธาว์ สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าหากลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งปวงแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลและชื่อสกุล ตามหลักสากลในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ปราชญ์ทางภาษาหลายคนสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในสกุล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุยาวนานหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆหุ้มห่อ เปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ ซม. มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในจำนวนสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมสดชื่น หากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางประเภทจะได้ชันน้ำมันที่เกือบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงและรสเผ็ดร้อน มีชื่อเรียกทางด้านการค้าว่า “จินเจอริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินพบคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินพบรอคอยล ดังเช่นว่า 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก โชโกลรวมทั้งซิงเจอโรนไม่ใช่สารสินค้าธรรมชาติที่เจอในขิง แต่ว่าเป็นสารที่เป็นผลมาจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอล ดังนั้น จินพบรินที่ดีควรจะมีสารทั้งสองชนิดนี้ในจำนวนที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นกับแนวทางปลูกแล้วก็ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อบัคเตรีที่ส่งผลให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารแล้วก็ไส้  เดี๋ยวนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่นว่า สิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบรอคอยล โชโกล เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการอ้วกอาเจียน รวมทั้งทุเลาลักษณะของการปวดด้วยเหตุว่าข้อเสื่อม อีกทั้งบางทีอาจช่วยลดการอักเสบและบวมของข้อ

13

รังนกอีแอ่น
อีแอ่นกินรังและก็อีแอ่นบั้นท้ายขาวสร้างรังด้วยน้ำลายเป็นรูปถ้วยครึ่งซีก ปริมาณยาวตามขอบบนเฉลี่ย ๑๓.๓ เซนติเมตร ลึก ๕.๑  ซม.   มีน้ำหนัก  ๗-๑0  กรัม   โดยนกอีกทั้ง  ๒  เพศช่วยกันทำรังเฉพาะตอนกลางคืน ใช้เวลาสำหรับเพื่อการสร้างรัง ๓0-๓๕  วัน  รวมทั้งจะทำรังทดแทน  (re-nest) หากรังถูกทำลาย   โดยรังที่  ๒  ที่ทำใหม่มีขนาดเล็กลงมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย  ๕-๗  กรัม แฟละใช้เวลาสำหรับการทำรังน้อยลงด้วย  หมายถึง ๒0-๒๕  วัน ถ้ารังถูกทำลายอีกก็จะทำรังที่ ๓ ซึ่งจะมีขนาดเล็กกว่ารังที่ ๒ ไม่มากมาย น้ำหนักใกล้เคียงกัน   รวมทั้งใช้เวลาสำหรับการสร้างรัง  ๑๕-๑๗ วัน เป็นปกตินกชนิดนี้ทำรังเพียงแค่ ๓ รัง หากรังที่ ๓ ทำลายก็จะไม่ทำรังใหม่อีก แต่จะมีลางสร้างรังที่ ๔ และก็ที่  ๕  ได้
ตอนที่นก  ๒  ชนิด นี้สร้างรังเป็นตอนเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน โดยตกไข่เพียงแต่รังละ ๒ ฟอง ระยะฟัก ๒๒-๒๔  วัน ระยะเลี้ยงลูก ๕-๖ อาทิตย์ นกทั้งคู่เพศจะช่วยเหลือกันฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน ลูกอ่อนที่ฟักออกมามักมี  ๒  ตัว มีเพียงแต่ตัวเดียวที่เติบโตหรือมีชีวิตรอดจนกระทั่งบินได้   โดยในช่วงเวลาที่ลูกนกอีกตัวหนึ่งมักตาย   เนื่องมาจากขาดอาหาร หรืออาจถูกลูกนกอีกตัวหนึ่งซึ่งโตกว่าแทรกตกรังไป
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ส่วนอีแอ่นหางสี่เหลี่ยมสร้างรังโดยใช้ขนเป็นวัสดุ ใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมสิ่งของให้ติดกัน รูปร่างของรังเป็นรูปถ้วย ขนาดโตกว่าของอีแอ่นรับประทานรังเพียงเล็กน้อยน้ำหนักเฉลี่ยราว  ๓0  กรัม หรือราว ๓ เท่าของอีแอ่นรับประทานรัง อีแอ่นหางสี่เหลี่ยมนี้มีความประพฤติปฏิบัติแนวทางการทำรังชดเชยและการออกไข่ชดเชยเหมือนกับอีแอ่นทำรังก้นขาวแม้กระนั้นตกไข่เพียงแค่รังละ ๑ ฟอง และช่วงเวลาสร้างรังกับตกไข่นั้นเป็นเวลายาวนานกว่า
อีแอ่นสร้างรัง ๓ ประเภทดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จัดเป็นสัตว์ป่าเวิ้งครองตามกฎหมาย อนึ่ง สำหรับการเก็บรังนกนั้น ผู้เก็บต้องได้รับสัมปทาน กฎหมายให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ  ๓  ครั้ง การเก็บแต่ละครั้งให้เก็บพร้อมเพียงกัน   หลังจากเจ้าพนักงานตรวจทานแล้ว เนื่องจากการเริ่มต้นสร้างรังของนกแต่ละตัวไม่พร้อม   ลางรังที่เก็บจะมีไข่หรือตัวอ่อนอยู่ด้วย  ซึ่งการเก็บรังที่มีไข่หรือตัวอ่อนแล้วนั้น นกจะไม่มีการทำรังใหม่ขึ้นมาตอบแทน เป็นเหตุให้ปริมาณอีแอ่นต่ำลง นอกจาก การลดน้อยลงของอีแอ่นรับประทานรังเกี่ยวเนื่องกับสารพิษตกค้างในตัวนก รวมทั้งสัตว์ผู้ตามล่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยี่ยวต่างๆงูเหลือม แล้วก็ งูเขียว

ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากรังนก
ชนชาติจีนเป็นชาติที่นิยมบริโภครังนก เนื่องจากเช้าใจกันว่าเป็นของกินชั้นยอด มีสรรพคุณชูกำลังสำหรับผู้เจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคต่างๆเป็นยาอายุวัฒนะ กระตุ้นให้เกิดกำหนัด แต่ว่าก็นำมาซึ่งเสลดด้วย รังนกประเทศต่างๆดังเช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และก็ ฟิลิปปินส์ จะถูกส่งไปขายในประเทศจีน รวมถึงประเทศที่มีชุมชนจีนหนาแน่น ปีละมากมายๆชาวจีนเช้าใจกันว่า รังนกจากไทยมีคุณภาพดียอด ก็เลยมีราคาแพงกว่ารังนกประสิทธิภาพเดียวกันจากประเทศอื่น
ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยคุณประโยชน์ทางของกินของรังนกพบว่า มีโปรตีนอยู่ปริมาณร้อยละ ๕๔  คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๒๓.๓  น้ำร้อยละ ๑๖.๘  และก็สารอื่นๆรวมถึงแคลเซียม โพแทสเซียม   และก็ฟอสฟอรัส อีกจำนวนร้อยละ ๕.๙  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสารที่แสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นคุณต่อสุขภาพร่างกายอีกหลายอย่าง

14

ควาย
ควายบ้าน หรือ water buffalo (ที่เรียกแบบนี้เนื่องจากควายไม่มีต่อมเหงือกสำหรับระบายความร้อนจากร่างกาย จึงชอบอยู่กับน้ำ)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus bubalis (Linnaeus)
จัดอยู่ในสกุล Bovidae พัฒนามาจากควายป่า
ชีววิทยาของควายป่า
ควายป่า หรือ wild water buffalo  มีลักษณะเด่นเป็นเขายาว (มีความยาวเฉลี่ยราว ๑๕๐ เซนติเมตร) เมื่อตัดตามทางขวางจะเห็นเขาเป็นสามเหลี่ยม มีรูปร่างทั่วไปเหมือนควายบ้าน แม้กระนั้นขนาดทุกจำนวนมากกว่ามากมาย ถ้าหากยืนเทียบกับควายบ้านจะดูราวกับว่าบิดากับลูก ความสูงที่ไหล่ของตัวผู้ราว  ๑.๘๐  เมตร น้ำหนัก  ๘๐๐-๑๒๐๐ กิโลกรัม โคนเขาหนา วงเขากว้าง ปลายเขาแหลม ตอนล่างของเท้าทั้งยังสี่มีสีขาว เหมือนใส่ถุงเท้าขาว ใต้คอมีลายขาวเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมสันกว้าง ควายป่าเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงใหญ่ๆควายในฝูงโดยมากเป็นตัวเมียรวมทั้งเพศผู้ที่ยังแก่น้อย เมื่อตัวผู้แก่เยอะขึ้นเรื่อยๆ มักแยกตัวออกจากฝูงไปอยู่และหากินสันโดษเป็นควายโทน ในฝูงหนึ่งมีจ่าฝูงสำหรับผสมพันธ์เพียงแต่ตัวเดียว ควายป่าชอบหาเลี้ยงชีพตามป่ารวมทั้งทุ่งหญ้าไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เมื่อกินอิ่มแล้วก็ชอบนอนปลักโคนหรือนอนแช่น้ำในลำห้วย โคลนตมช่วยให้ สมุนไพร[/color] คุ้มครองควายไม่ให้ยุ่งเหลือบกัดมากนัก ควายป่ามีรกรากตั้งแต่ภาคกลางของอินเดีย จนกระทั่งรัฐอัสสัม เมียนมาร์ รวมทั้ง ประเทศในแหลมอินโดจีนทั้งสิ้น และ ไทย ลาว เวียดนาม และก็กัมพูชา รวมทั้งเมืองไทยเคยมีควายป่าชุกชุมตามลำน้ำที่ราบต่ำธรรมดา (ยกเว้นภาคใต้) เดี๋ยวนี้มีเหลืออยู่เฉพาะที่เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยแข้งขา   จังหวัดอุทัยธานีเพียงแค่ที่เดียว มนุษย์จับควายป่ามาเลี้ยงเพื่อใช้งานแม้กระนั้นโบราณ ขนาดตัวของมันจึงเล็กลงเนื่องจากไม่กินอาหารแล้วก็ออกกำลังกายเหมือนควายป่า ควายที่มีสีผิวอ่อนหรือสีออกชมพูๆเรียก ควายเผือก (pink  buffalo)
                             
คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้น้ำนมควาย เขาควายเผือก และกระดูกควายเผือก เป็นเครื่องยา ดังต่อไปนี้
๑.น้ำนมควาย ได้จากเต้านมของควายบ้านเพศภรรยาที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า นมควายมีรสหวาน ร้อน มีสรรพคุณแก้พรรณมืดค่ำ ทำให้เจริญอาหาร โบราณใช้นมควายเป็นทั้งยากระสายยาแล้วก็เครื่องยา ยาขนานที่  ๖๖ ใน แบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ เข้า “น้ำนมกระบือ” (นมควาย) เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ  “น้ำนมแกะ” รวมทั้งเครื่องยาอย่างอื่นอีกหลายสิ่งหลายอย่าง  (มองเรื่อง”แกะ”  หน้า  ๒๓๗-๒๓๘)
๒.เขาควาย ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า เขาควายมีรสเย็น ควาย แก้สรรพพิษ แก้ร้อนใน ทำลายพิษ แก้พิษไข้ ฯลฯ พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า “เขาควายเผือก” (เขาควายเผือก) เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ อันว่าลักษณะกุมารธิดาคนไหนกัน เกิดมาในวันจันทร์ วันพุฒ คลอดช่วงเวลาเช้าเวลาเที่ยงตรงก็ดี เมื่อคุณแม่ออกจากเรือนไฟแล้วโดยประมาณ ๓ เดือน ก็เลยตั้งเกิดทรางน้ำทรางสะกอเจ้าเรือน เมื่อจะมีขึ้นนั้น คือตั้งแต่ลำคอถึงเพดานลุปากจำพวกหนึ่ง ประเภทหนึ่งรับประทานนอกไส้ขึ้นมาจนกระทั่งลิ้น จึงกระทำให้ลงแดง ให้อยากดื่มน้ำ ให้เชื่อม ถ้าแพทย์วางยาชอบกุมารผู้นั้น จึงจะได้ชีวิตคืน ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอา เขากระบือ ๑ เขาเบ็ญกานี ๑  สีเสียด ๒  ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง บอแร็ก ๑  กระเทียม ๑  รวมยา  ๘  สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเป็นจุที่บดทำแท่ง ละลายน้ำจันทร์รับประทาน แก้ลงท้องเพื่อทรางน้ำ พระตำราไกษยให้  “ยะประจำธาตุไกษยปลวก” ขนานหนึ่ง เข้า  “เขาควาย” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาประจำธาตุไกษยปลวก เอาเขาควายเผา ๑  ผลสบ้าเผา ๑ ปูนแห้งข้างเตาเผา ๑  สิ่งละ  ๑ ส่วน  พริกไทย  ๓  ส่วน ตำเป็นผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน แก้ไกษยปลวก แล้วก็รุ่งโรจน์ธาตุให้สม่ำเสมอยอดเยี่ยมนัก ยาจีนใช้เขาควายแก้อาการหมดสติ แล้วก็ในโรคติดเชื้อแบบเฉียบพลันที่ทำให้เป็นไข้สูง และอาการเลือดออกด้วยเหตุว่าความร้อนภายใน
๓.กระดูกควาย ยาไทยนิยมใช้  “กระดูกควายเผือก” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง เช่น  ยาแก้โรคเรื้อนกินกระดูก ใน พระคู่มือชวดาร ดังนี้ ยาต้มแก้โรคเรื้อนกินกระดูกให้ขัดในข้อ   เอากระดูกช้าง  ๑   กระดูกแพะ  ๑   กระดูกกระบือเผือก  ๑   กระดูกสุนักข์ดำ  ๑  เถาวัวคลาน  ๑  ป่าช้าหมอง  ๑  ต้นหญ้าหนวดแมว  ๑  ยาเข้าเย็นเหนือ  ๑  ยาเข้าเย็นใต้  ๑  ยาดังนี้เอาเท่าเทียม   ดองเหล้าก็ได้   ต้มก็ได้กินแก้พยาธิแลโรคเรื้อน

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรจำพวกผลิตผลจากพืช
วัวกระทิง -น้ำมันจากเม็ด แก้ปวดตามบาปข้อและกระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเม็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดและหลอดลมอักเสบ รักษาแผล
 [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] คนทีเฉมา – ยาง ขับเลือดและลงให้กระจัดกระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเม็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องเดิน แก้รอบเดือนตกหนัก บำรุงโลหิต
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองแล้วก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองคำกวาว – ยาง แก้ท้องร่วง
 
นุ่น -น้ำมันจากเม็ด ขับปัสสาวะ ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับเยี่ยว ขับเมนส์แก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยยุ่ยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้ช้ำ

หน้า: [1] 2